ชี้กุ้งดำสดใสเอดีไม่มีผล
ข้อมูลจาก นสพ.กุ้งไทย
ชี้กุ้งดำสดใสเอดีไม่มีผล
ไอทีซีรับฟ้องทุ่มตลาด ส่งกุ้งขาวราคาร่วง ส่วนกุ้งดำทรงตัวสูงอยู่ เหตุกุ้งน้อยมีตลาดอื่นรองรับ
ชี้ห้องเย็นยังไม่หยุดซื้อกุ้ง เพราะรับออเดอร์กุ้งดำไซซ์ใหญ่มาเพียบ
แหล่งข่าวในวงการรับซื้อกุ้ง ให้ข้อมูลในเรื่องของสถานการณ์ราคาว่า เกี่ยวกับการฟ้องทุ่มตลาดของสหรัฐฯ
มีผลทำให้สถานการณ์ราคาในบ้านเรามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ 2-3 ช่วง กล่าวคือ ในช่วงปลายเดือนมกราคม
ราคากุ้งขาวแวนนาไมและกุ้งกุลาดำจะขยับตัวสูงขึ้นมาก ทั้งในตลาดกลางและประมูลปากบ่อ
เนื่องจากห้องเย็นเร่งซื้อกุ้งเพื่อปิดตู้ส่งอเมริกาให้ทันก่อนที่ผลแอนตี้ดัมพ์ปิ้งจะออก
จากนั้นพอถึงช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากกุ้งขาวออกมาก ห้องเย็นส่วนใหญ่จึงสามารถปิดตู้กุ้งขาวได้เร็ว
ทำให้กุ้งขาวราคาตกทันที และตกลงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 5 วัน หลังจากนั้นมีบางห้องเย็นที่ปิดตู้กุ้งขาวไม่ทันมีการเคลื่อนไหวซื้อกุ้งขาวบ้าง
ทำให้ราคากุ้งขาวขยับตัวสูงขึ้นนิดหน่อย และราคาทรงตัวมาเรื่อยๆ แต่สำหรับกุ้งกุลาดำซึ่งมีปริมาณน้อย
ห้องเย็นจึงไม่สามารถปิดตู้ได้ ทำให้ราคากุ้งกุลาดำยังทรงในระดับที่สูงอยู่
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา เมื่อคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ
หรือ ITC ประกาศรับฟ้อง ส่งผลให้วันที่ 18-19 กุมภาพันธ์ ราคากุ้งขาวเริ่มตกลงมาวันละ
5-10 บาท และห้องเย็นเองก็มองว่าราคากุ้งขาวน่าจะตกลงอย่างต่อเนื่อง แต่จะไม่ตกวูบลงมา
เพราะกุ้งขาวมีปริมาณไม่มากนัก ตลาดภายในประเทศจึงยังรองรับไว้ได้ โดยเมื่อวันที่
17 ก.พ. ราคากุ้งขาวไซซ์ 50 ตัว/กก. อยู่ที่ 160 บาท ซึ่งหลังจาก ITC ประกาศรับฟ้องแล้ว
ในวันที่ 18 ก.พ. ราคากุ้งขาวไซซ์ 50 ตัว/กก. ตกลงมาเหลือ 150 บาท/กก. และวันที่
19 ก.พ. เหลือ 140 บาท ส่วนกุ้งกุลาดำหลังจาก ITC ประกาศรับฟ้องแล้ว ราคาก็ยังทรงตัวสูงอยู่
ยังไม่มีการเคลื่อนไหวไปในแนวลง เนื่องจาก กุ้งกุลาดำยังมีตลาดอื่นไป เช่น
ตลาดญี่ปุ่น เกาหลี แคนาดา ประกอบกับช่วงดังกล่าวมีกุ้งกุลาดำออกมาน้อย กุ้งกุลาดำจึงมีตลาดมารองรับได้หมด
ทำให้ราคาไม่ตก
"สำหรับแนวโน้มกุ้งกุลาดำเท่าที่ผมมองและทางห้องเย็นแจ้งมา คิดว่า หลังจาก
ITC ประกาศรับฟ้องไปแล้วก็ยังไม่มีผลเท่าไหร่ เพราะตอนนี้กุ้งกุลาดำมีน้อยมากๆ
และห้องเย็นยังมีออเดอร์ของญี่ปุ่น เกาหลี แคนาดาอยู่ในมือ ยังพอรองรับปริมาณกุ้งที่ออกมาได้
ดังนั้นตอนนี้ห้องเย็นที่ยังมีออเดอร์ในตลาดอื่นเขาก็ยังลุยซื้อกุ้งกันอยู่
ส่วนห้องเย็นที่ส่งไปอเมริกาเป็นหลักอาจจะต้องหยุดหรือชะลอการซื้อลงบ้าง ไม่ได้หมายความว่าห้องเย็นทุกห้องเย็นจะหยุดซื้อตามที่มีข่าวออกมา"
แหล่งข่าวคนเดียวกัน กล่าวต่อไปอีกว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เป็นช่วงที่เกษตรกรลงกุ้ง
และอีก 3-4 เดือนข้างหน้าก็จะมีปริมาณกุ้งกุลาดำออกมามากขึ้น ซึ่งในช่วงนั้นราคาจะเป็นอย่างไร
ก็ขึ้นอยู่กับผลแอนตี้ดัมพ์ปิ้งว่าเขาจะมีการตั้งภาษีเท่าใด แต่ตามความเห็นส่วนตัวแล้ว
คิดว่าถ้ากุ้งกุลาดำออกมาพร้อมกันมากๆ ราคาก็จะตกลง เพราะออเดอร์ตลาดอื่นไม่สามารถรองรับได้หมดแล้ว
ส่วนเรื่องการประกันภัยกุ้งไปอียูนั้นอาจจะช่วยในเรื่องราคาได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าถึงจังหวะที่กุ้งออกมาเยอะจริงๆ
ราคากุ้งก็จะตกลงอย่างแน่นอน เป็นไปตามกลไกของตลาด ซึ่งในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนราคากุ้งกุลาดำน่าจะยังทรงตัวอยู่
เพราะยังมีปริมาณกุ้งไม่มาก แต่หลังจากนั้นพอกุ้งกุลาดำเริ่มออกมาเยอะ ก็อาจจะมีการขยับตัวลงบ้างนิดหน่อย
แต่ตอนนี้เท่าที่คุยกับห้องเย็น เขากำลังพยายามเร่งหาตลาดอื่นเพิ่มอยู่ ซึ่งถ้าห้องเย็นหาออเดอร์ในตลาดอื่นเพิ่มได้
และสามารถรองรับกุ้งกุลาดำที่จะออกมาได้ ราคากุ้งกุลาดำก็จะไม่ตก
"เท่าที่ผมเก็บข้อมูลการลงกุ้งของเกษตรกรในช่วงนี้ ส่วนใหญ่จะลงกุ้งกุลาดำ
สัดส่วนโดยประมาณ กุ้งกุลาดำ 70-80% กุ้งขาว 20-30% ถามว่าถ้ากุ้งกุลาดำออกมาพร้อมๆ
กันจะมีปริมาณเยอะมากขนาดไหน ตรงนี้ประเด็นมีอยู่ว่าปัจจุบันคนก็หยุดเลี้ยงกุ้งเยอะเหมือนกัน
เนื่องจากส่วนใหญ่ทุนไม่เพียงพอ เป็นหนี้เป็นสินกันเยอะเพราะเจอวิกฤตรอบที่ผ่านมา
ดังนั้นคนที่ลงกุ้งกุลาดำในช่วงนี้ก็น่าจะขายกุ้งได้ราคาพอสมควร เท่าที่คุยกับห้องเย็นตอนนี้ที่เขารับออเดอร์กันมา
ส่วนมากจะเป็นกุ้งไซซ์ตั้งแต่หน้า 4 และใหญ่กว่าหน้า 4 ขึ้นไปเป็นหลัก หรือไม่ก็ข้ามไปเป็นไซซ์เล็ก
100 ตัว/กก.เลย ไซซ์ 60-90 ตัว/กก.ซึ่งเป็นไซซ์ชนกับกุ้งขาวจะไม่คอยมี ส่วนกุ้งขาวตอนนี้ตลาดภายในประเทศก็ขยายตัวและสามารถรองรับปริมาณกุ้งขาวที่จะออกมาได้พอสมควร
แต่ถ้าออกมาเยอะๆ เหมือนรอบที่ผ่านมา ตลาดในประเทศก็คงรองรับไม่ไหวเหมือนกัน"
ตอนนี้ห้องเย็นก็ยังไม่ให้ข้อมูลอะไรออกมามาก ทุกห้องเย็นต่างเงียบรอดูผลภาษีจากแอนตี้ดัมพ์ปิ้งเห็นหลัก
ซึ่งถ้าผลออกมาว่ายกฟ้องไม่มีการขึ้นภาษีเลยก็ดี แต่เท่าที่ห้องเย็นคุยกันเขาก็ยังมีความกังวลอยู่
คือ ถ้าเกิดหลุดจากมาตรการการขึ้นภาษีจากเอดีไปแล้วจะไปเจอมาตราการใหม่ที่สหรัฐฯ
จะนำมาบีบเราได้อีก อาจจะเป็นมาตรการเดียวกับอียู คือการตรวจสอบสารตกค้างเพื่อการต่อรองทางการค้าก็อาจจะเป็นไปได้
"ในส่วนของเกษตรกรในช่วงนี้ที่ประสงค์จะลงกุ้ง ตามความเห็นส่วนตัวแล้วผมคิดว่าในระยะต่อไปสัดส่วนควรจะหนักไปทางกุ้งกุลาดำมากกว่า
เนื่องจากราคาของกุ้งขาวยังเป็นอะไรหวือหวามากๆ เมื่อถึงเวลาจะขึ้นก็ขึ้นสูง
เมื่อถึงเวลาจะดิ่งก็ดิ่งลงเยอะ ต่างจากกุ้งกุลาดำ ถึงแม้ราคาจะลงก็ลงแบบเรื่อยๆ
จะไม่ลงแบบดิ่ง ซึ่งตอนนี้หากจะพิจารณาตามออเดอร์ที่ห้องเย็นต่างๆ รับมา ส่วนใหญ่จะเป็นกุ้งกุลาดำไซซ์ใหญ่
เพราะฉะนั้นคนที่กำลังจะลงกุ้งควรจะปล่อยแบบบางๆ เน้นเลี้ยงทำไซซ์เพื่อเพิ่มมูลค่าเป็นหลัก
และอีกประการหนึ่งก็ควรจะทำกุ้งคุณภาพออกมา เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้"