การเลี้ยงกุ้งหมุนเวียนสร้างรายได้
เกษตรกร คุณ อุดร ส่งเสริม
(ข้อมูล....คัมภีย์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สิงหาคม 2546)

การเลี้ยงกุ้งหมุนเวียนสร้างรายได้

ชั้นเชิงในการเลี้ยงกุ้งของผู้ที่มีประสบการณ์ยาวนานอย่าง คุณอุดร ส่งเสริม เจ้าของฟาร์มตั้งอยู่เลขที่ 72/3 ม.6 ถ.ทะเลน้อย ต.ทางเกวียน อ.แกลง จ.ระยอง 21110 สามารถเลี้ยงกุ้งให้มีผลผลิตขายได้ทุกเดือน เลี้ยงหมุนเวียนสร้างรายได้ตลอดปีแบบนี้ถือว่าไม่ธรรมดาเลย
คุณอุดร เล่าว่า "ส่วนของฟาร์มจะมี 2 ที่ คือ เป็นบ่อเลี้ยงของตนเองและบ่อเช่า ส่วนที่เป็นของคุณอุดรเอง จะแบ่งเป็นบ่อเลี้ยง 4 บ่อ มีบ่อ 2 ไร่อยู่ 2 บ่อ, 3 ไร่ 1 บ่อ และ 3 ไร่ครึ่งอีก 1 บ่อ และบ่อพักน้ำบ่อละ 2 ไร่อีก 2 บ่อ ในส่วนของบ่อเช่าจะมีบ่อเลี้ยงอยู่ 4 บ่อ และมีบ่อพักน้ำขนาด 30 ไร่ อีก 1 บ่อ"

เทคนิคการเลี้ยงกุ้งแบบหมุนเวียน
คุณอุดรเล่าว่า "จะเริ่มพักบ่อในเดือนมีนาคม-เมษายน เพื่อปรับสภาพดิน เพราะช่วงนี้แดดจะดีมากสามารถตากบ่อได้นาน หลังจากนั้นจะมีการไถพรวน และเติมธาตุอาหารคืนให้กับดิน ใช้เวลาพักทั้งหมดประมาณ 2 เดือน พอหลังจากเดือนมีนาคม-เมษายน ไปแล้วเราก็จะเลี้ยงตลอด"
การเตรียมบ่อหมุนเวียน
พอจับกุ้งเสร็จคุณอุดรจะฉีดเลน เพื่อทำความสะอาดพื้นบ่อ ส่วนเลนที่ฉีดออกไปนั้นจะนำไปใส่ในบ่อเก็บเลน หลังจากนั้นก็ตากบ่อ ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการตากนานมากน้อยเพียงใด ก็ต้องขึ้นอยู่กับช่วงฤดูกาลที่ต่างกันออกไป แล้วแต่ว่าจะเป็น ช่วงฤดูร้อน ฤดูฝน หรือฤดูหนาว
"พอตากบ่อเสร็จแล้วเราก็จะบดอัดดินอีกครั้งหนึ่ง เมื่อบดอัดเสร็จก็จะกรองน้ำจากบ่อพักลงไปในบ่อ โดยใช้วิธีการกรองแบบ 2 ชั้น ชั้นที่ 1 กรองที่หัวบัวปล่อยน้ำ ชั้นที่ 2 ที่ปากท่อโดยจะใช้ผ้ามุ้งเขียวตาถี่กรองพวกพาหะ เพราะเราไม่ใช้ยาฆ่า ส่วนระยะเวลาในการสูบน้ำเข้าบ่อจะใช้เวลาประมาณ 3 วัน ความสูงในช่วงแรกที่เตรียมประมาณ 1.20 เมตร ถ้าบ่อเล็กก็จะสูบน้ำเข้าได้เร็ว เนื่องจากเราจะมีตั้งแต่ บ่อขนาด 1 ไร่ครึ่ง จนถึง 4 ไร่ครึ่ง หลังจากนั้นก็จะเปิดเครื่องตีน้ำตลอด ส่วนการเตรียมสัตว์หน้าดินก็จะใช้ EM หมักกับกากน้ำตาลในอัตราส่วน EM 1 ลิตร/กากน้ำตาล 25 กก.และใส่ปุ๋ยขี้ไก่ประมาณ 25 กก./ไร่ ใส่รำประมาณ 5 กก./ไร่ หมักทิ้งไว้ 3-5 วันแล้วนำไปสาดภายในบ่อประมาณ 2 รอบ คือช่วงเตรียมน้ำจะสาดครั้งหนึ่งอาจจะมีโดโลไมท์และปุ๋ยเคมีช่วยทำสีน้ำและบำบัดน้ำ โดยจะใส่จุลินทรีย์กลุ่มบาซิลลัสลงไปช่วยด้วย แล้วก็ให้ออกซิเจนเพื่อช่วยย่อยปุ๋ยขี้ไก่ไปเป็นอาหารสัตว์หน้าดิน และจะสาดอีกครั้งหนึ่งเมื่อปล่อยกุ้งไปแล้วให้ได้ประมาณ 13-14 วัน จะสังเกตได้จากพฤติกรรมของกุ้งคือกุ้งจะเวียน แสดงว่าสัตว์หน้าดินที่เราเตรียมไว้ให้หมด เราก็จะสาดให้อีกรอบซึ่งจะใช้เวลาเตรียมน้ำก่อนปล่อยกุ้งประมาณ 5-7 วัน

การคัดเลือกลูกกุ้ง
คุณอุดรจะเลือกลูกกุ้งจากฟาร์มที่มีการจัดการอย่างครบวงจรและจะเริ่มตรวจเช็คลูกกุ้งประมาณ P10-P12 โดยเก็บตัวอย่างลูกกุ้งเพื่อนำมาตรวจเช็คการติดเชื้อต่างๆ เช่น โรคตัวแดงดวงขาว MBV การติดเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้ยังมีการตรวจพยาธิภายนอก ตรวจสัดส่วนลำไส้ต่อกล้ามเนื้อ (MGR) หลังจากนั้น ก่อนถึงวันปล่อย คุณอุดรจะเข้าไปตรวจดูลูกกุ้งภายในฟาร์มประมาณ 2-3 ครั้ง เพื่อดูการพัฒนาของลูกกุ้งว่ามีการเจริญเติบโตขึ้นหรือไม่ด้วย
การปล่อยลูกกุ้ง
"ส่วนใหญ่ผมจะลงกุ้งช่วง 06.00 น.เพราะอุณหภูมิของน้ำในช่วงเช้าจะเหมาะกว่าช่วงอื่นๆ เพราะตอนเช้าในน้ำจะมีอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 28oC - 29oC ไม่ถึง 30oC ถ้าเป็นตอนบ่ายอากาศร้อนประมาณ 32oC - 33oC กุ้งจะไม่ค่อยดี ส่วนค่า pH ตอนเช้าจะต่ำประมาณ 7.7-7.8 PPM ซึ่งจะใกล้เคียงกับค่า pH ในถุงของลูกกุ้งซึ่งจะมีประมาณ 7 PPM เมื่อเปรียบเทียบกับการปล่อยตอนบ่ายแล้ว ค่า pH ในบ่อบางบ่อ มีประมาณ 8.3-8.4 PPM ส่วนค่า pH ในถุงประมาณ 7 PPM มีค่าต่างกัน 1-1.5 PPM ซึ่งผมคิดว่าค่าความต่างมากๆ จะทำให้กุ้งเครียดได้
เมื่อกุ้งมาถึงฟาร์มเราจะนำมาลอยถุงแล้วเปิดปากถุงออกเพื่อวัดค่า pH ในถุงก่อน ส่วนค่าความเค็มจะไม่มีปัญหา เพราะเราแจ้งทางโรงเพาะฟักให้เขาปรับในระดับความเค็มที่เท่ากันกับในบ่อ ถ้าเป็นหน้าแล้งหรือหลังเดือนพฤศจิกายน-เมษายน ความเค็มเฉลี่ยประมาณ 20-30 PPT ถ้าหลังจากเดือน มิถุนายน ไปแล้ว ค่าความเค็มจะประมาณ 10 PPT เมื่อเราวัดค่า pH ในถุงและในบ่อเรียบร้อยแล้ว เราจะวักน้ำใส่ในถุงเพื่อให้กุ้งปรับตัว แล้วจึงปล่อย"

การให้อาหาร
"อัตราความหนาแน่นในการปล่อยลูกกุ้งประมาณ 60,000 ตัว/ไร่ พอปล่อยเสร็จตอน 06.00 น.ช่วง 07.00 น. ก็ให้อาหารเลย โดยจะเริ่มให้อาหาร 4 มื้อ อัตราส่วนวันละประมาณ 1.5 กก./100,000 ตัว แต่เราเพิ่มช้าหน่อย สมมติเราปล่อยลูกกุ้ง 200,000 ตัว เราก็ให้ 3 กก./วัน แบ่งเป็น 4 มื้อ ก็ได้ประมาณมื้อละ 7-8 ก. ทำให้หว่านไม่ทั่วบ่อ เราก็เพิ่มให้ไปอีกหน่อย ทำสีน้ำไปด้วย เพราะกุ้งในช่วงแรกจะยังไม่กินอาหารเม็ด แต่เราฝึกให้กุ้งคุ้นเคยกับอาหารเม็ด ส่วนอาหารที่เน่าก็ปล่อยให้เป็นอาหารของแพลงก์ตอน พวกเบนโธส เราจะให้อาหาร 4 มื้อ ให้คงที่ก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มอาหารขึ้นเรื่อยๆ ตามสเต็ป แล้วเริ่มวางยอประมาณ 25 วัน เอาอาหารใส่ยอเพื่อฝึกให้กุ้งเข้ายอ ประมาณ 5 ก./อาหาร 1 กก. และเช็คยอประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง พอ 30 วันผ่านไปแล้ว ก็ปรับเป็น 5 มื้อ ถ้าเป็นกุ้ง 60 วันขึ้นไปก็จะใส่ยอประมาณ 7 กรัม แล้วเช็คยอที่ 2 ชม. ถ้ากินอาหารดีก็จะปรับปริมาณอาหารขึ้นอีก 10% ของอาหารที่ให้ สมมติให้อาหารมื้อนี้ 10 กก.ก็จะเพิ่มอีก 1 กก.เป็น 11 กก. เป็นต้น แต่ก็ต้องดูสภาพอากาศร่วมด้วย"

อาหารเสริม
เมื่อกุ้งอายุประมาณ 10 วัน จะให้วิตามิน C ประมาณ 5 ก./อาหาร 1 กก. และจะมีวิตามินรวมเสริมบ้างเล็กน้อย ส่วนในช่วงที่ความเค็มต่ำประมาณ 15 PPT ก็จะให้เกลือแร่ที่เกี่ยวกับพวกแร่ธาตุผสมกับอาหารอัตราประมาณ 5 ก./อาหาร 1 กก.
คุณอุดร กล่าวเพิ่มเติมว่า "ในน้ำจืดนั้นจะมีปริมาณแร่ธาตุที่กุ้งสามารถดูดซึมเพื่อนำมาใช้ในร่างกาย จะน้อยกว่าน้ำเค็ม สังเกตได้จากกุ้งที่เลี้ยงในน้ำเค็ม จะมีลักษณะ เปลือกหนา น้ำหนักดี ตัวสวย แต่กุ้งน้ำจืดเปลือกจะบาง และการสร้างเปลือกจะมีปัญหา จึงต้องเสริมแร่ธาตุให้ด้วย"

อาหารสด
คุณอุดร เล่าให้ฟังว่า "เราจะใช้ปลาขูดหรือปลาบดผสมกับอาหารทุกมื้อในช่วงที่กุ้งยังเล็ก เพื่อเพิ่มกลิ่นและกระตุ้นให้กุ้งรู้จักกินอาหาร ประมาณ 10 วัน และจะใช้ปลาสดในตอนท้าย เพื่อลดไซซ์ก่อนจับประมาณ 7-15 วัน โดยในช่วงเวลา 15.00-16.00 น.จะใช้ปลาสดแทนอาหาร 1 มื้อ"
เลี้ยงหมุนเวียนตามฤดูกาล
คุณอุดรจะเว้นช่วงระหว่างรอบในการเลี้ยงประมาณ
1เดือน ซึ่งจะทยอยเลี้ยงไปเรื่อยๆ โดยจะพยายามให้แต่ละเดือนสามารถจับกุ้งได้ตลอด และสามารถเลี้ยงได้ในทุก
ฤดูกาล

เสริมเทคนิคเลี้ยงกุ้งทุกฤดู
ฤดูร้อน
"สำหรับในช่วงฤดูร้อน ในส่วนของการเตรียมบ่อ พอฉีดเลนเสร็จก็จะตากประมาณ 1 เดือน เพราะช่วงนี้แดดจะดีมาก เมื่อพื้นบ่อแห้งแล้วก็จะไถพรวน แล้วใส่ธาตุอาหาร เช่น ปูนมาร์ล โดโลไมท์ แล้วก็ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด ซึ่งเป็นธาตุอาหารรวมและธาตุอาหารรอง รวมทั้งธาตุอาหารเสริมเข้าไปด้วย โดยเราจะใส่ไปในขณะที่ไถพรวน ปูนมาร์ลจะใช้ในอัตราส่วนประมาณ 500 กก/ไร่ โดโลไมท์ประมาณ 100 กก./ไร่ รอบแรกในการไถพรวนจะใส่ปูนมาร์ลไปก่อน พอไถรอบที่ 2 จะใส่โดโลไมท์ พอไถรอบที่ 3 ก็จะคราดแล้วบดอัดอีก
ครั้งหนึ่ง
ช่วงฤดูร้อนจะมีปัญหาในเรื่องของน้ำมีอุณหภูมิสูง แพลงก์ตอนจะบลูมเร็ว จึงไม่ควรปล่อยกุ้งหนาแน่น แล้วก็เตรียมน้ำไว้เปลี่ยนถ่ายมากๆ สำหรับในช่วงหน้าร้อนอัตราความหนาแน่นจะลดลงต่ำกว่า 50,000 ตัว/ไร่ ส่วนใหญ่รุ่นสุดท้ายก่อนจะปิดเทอมในเดือนมีนาคม เราจะปล่อยเดือนพฤศจิกายน แล้วจับในเดือนกุมภาพันธ์ หรือไม่ก็จะเป็นต้นเดือนมีนาคม"
ฤดูหนาว
"เราจะใช้เทอร์โมมิเตอร์แช่เอาไว้ในบ่อ พอเวลา 05.00 น. ก็จะเช็คเทอร์โมมิเตอร์ ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 28oC ก็จะลดอาหารในมื้อต่อไป ช่วงฤดูหนาวจะคุมยากกว่าฤดูร้อน เพราะกุ้งจะไม่ค่อยกินอาหาร ซึ่งจะต้องมีการควบคุมในเรื่องของอาหารมากเป็นพิเศษ ถ้ากุ้งไม่กินเราก็ต้องงดเพราะถ้าคุมอาหารไม่ดีจะทำให้น้ำเสียได้ง่ายมาก เช่น ถ้าอุณหภูมิน้ำประมาณ 24oC-25oC แล้วเราให้อาหารโดยไม่ลดหรือไม่มีการงดอาหารเลย ประมาณ 5-6 วัน พออากาศเริ่มร้อนก็ทำให้เกิดแอมโมเนีย ไนไตรท์ และแพลงก์ตอนบลูมขึ้นได้ ก่อให้เกิดปัญหาน้ำเสีย เพราะฉะนั้นอย่าฝืนให้กุ้งกินอาหาร เพราะกุ้งอดอาหารไม่เคยตาย แต่ถ้าให้อาหารมากเกินไป
กุ้งจะตายได้
หลักในการให้อาหารนั้น ถ้ากุ้งต้องการอาหาร 100% เราควรให้แค่ 70% ก็เพียงพอแล้ว เพื่อให้กุ้งได้ออกกำลังกายและได้แย่งอาหารกันบ้าง"
ฤดูฝน
"ในช่วงฤดูฝนจะใช้เวลาตากบ่อประมาณ 15 วัน ในฤดูนี้จะไม่มีความยุ่งยากมากนัก เพราะหน้าฝนจะตากบ่อนานไม่ได้ อาจจะมีการใช้ปูนมาร์ลบ้าง ประมาณ 300
กก./ไร่
เวลาฝนตก คุณสมบัติทางเคมีของน้ำจะเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในฟาร์มที่เราเช่าอยู่จะมีสภาพดินเป็นกรด พอฝนตกจะทำให้ค่า pH ต่ำ เพราะน้ำจะไหลลงบ่อและ
ชะล้างความเป็นกรดบนดินลงไปในบ่อด้วย วิธีที่ช่วยได้คือ ไม่ควรตัดหญ้าขอบบ่อเพราะหญ้าจะช่วยกรองและช่วยรับแรงต้านทานของน้ำได้ และอีกอย่างหนึ่งก็คือ การปรับสโลปบ่อ เพื่อให้พื้นบ่อลาดต่ำลงมาจากปากบ่อ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลลงในบ่อเลี้ยง แต่จะไหลออกไปข้างนอกตามพื้นที่ลาดเอียง พอฝนตกค่า pH จะตกเหลืออยู่ที่ประมาณ
7.5-7.6 PPM เราก็จะสาดปูนเพื่อปรับค่า pH
ขณะฝนตกเราจะตีน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำแบ่งชั้น และป้องกันไม่ให้กุ้งเครียด ถ้าฝนตกหนักมากๆ เราต้องลด
อาหารให้ทัน อย่างเช่น เราจะให้อาหารมื้อสุดท้ายคือ 01.00 น. พอฝนตกลงมาก็จะงดอาหารเลย หรือถ้าช่วง 20.30 น. ฝนปรอยๆ ทำท่าไม่ดี ก็จะลดอาหารลงด้วย เพราะถ้าฝนตกอุณหภูมิน้ำ และอะไรๆ อีกหลายๆ อย่างจะเปลี่ยนแปลงไป สังเกตดูว่าบางครั้งเวลาฝนตกกุ้งจะลอกคราบ ซึ่งช่วงที่ฝนตกจะกระตุ้นการลอกคราบของกุ้งด้วย เราต้องลดอาหารช่วย เนื่องจากอาหารก็เป็นตัวที่ทำให้เกิดปัญหาหลายๆ อย่างตามมา ทำให้น้ำเน่าเสียเราต้องสิ้นเปลืองในเรื่องการบำบัดน้ำ ทำให้เกิดซู ก็ต้องไปแก้ปัญหาที่ซูอีก ถ้าเราป้องกันและแก้ไขได้ ปัญหาต่างๆ ก็จะน้อยลง"
ากวิธีการเหล่านี้ คุณอุดรสามารถทำไซซ์รวมที่ 50 ตัว/กก. จะได้กุ้งไซซ์ 40 ตัว/กก.ประมาณ 60%-70% ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 4 เดือนหรือ 120 วันเท่านั้น