อาหารกุ้งขาว สูตรอยุธยา
คุณ สายฝน บริบูรณ์ทรัพย์

(ข้อมูล....คัมภีย์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สิงหาคม 2546)

www.thaishrimp.net

าหารกุ้งขาว สูตรอยุธยา

อาหารกุ้งแต่ละมื้อของฟาร์ม คุณสายฝน บริบูรณ์ทรัพย์ ที่ตั้งอยู่เลขที่ 22 หมู่ 2 ต.กระจิว อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา จะมีสูตรอร่อยอยู่สูตรหนึ่งที่มีส่วนผสมคือ อาหารสำเร็จรูป หอยแมลงภู่ต้ม และน้ำปลา เพียงแค่ผสมคลุกเคล้ากันก็จะได้อาหารที่ปรุงง่าย และมีรสชาติที่แตกต่างแต่ถูกใจกุ้งอีกสูตรหนึ่ง
คุณสายฝน เล่าว่า เริ่มเลี้ยงกุ้งกุลาดำตั้งแต่ปี 2532 ที่จังหวัดปราจีนบุรี แต่เนื่องจากบริเวณแถบนั้นมีคนเลี้ยงเยอะทำให้มีโรคระบาด จึงย้ายมาเลี้ยงที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยากับพี่ชายได้ประมาณปี
กว่า พอหลังจากมีกฎหมายมาตรา 9 ออกมา จึงหันมาเลี้ยงกุ้งก้ามกราม แต่ช่วงหลังๆ พันธุ์กุ้งไม่ดี เลี้ยงไม่โต จึงหันมาสนใจเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม และได้แยกฟาร์มออกมา ย้ายไปอยู่ที่อำเภอภาชี มีพื้นที่เลี้ยงประมาณ 70 ไร่ แบ่งเป็นบ่อพักน้ำ 40 ไร่ และบ่อเลี้ยงอีก 30 ไร่ ซึ่งมีทั้งหมด 7 บ่อ มีขนาด 3 ไร่ 3 บ่อ และ 4 ไร่อีก 4 บ่อ โดยจะเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม และเหลือเอาไว้ชำกุ้งก้ามกรามประมาณ 2 บ่อ บ่อละ 500,000 ตัว ในส่วนของบ่อพักน้ำ จะมีลักษณะล้อมรอบพื้นที่ทั้งหมด รวมทั้งบ่อพักน้ำที่อยู่ตรงกลางพื้นที่อีก 1 บ่อ ทั้งนี้เพื่อช่วยให้การถ่ายเทน้ำเข้า-ออกจากทุกๆ บ่อเป็นไปได้โดยสะดวก

การเตรียมบ่อ
จะตากพื้นบ่อให้แห้ง ประมาณ 5 วัน หลังจากนั้นก็จะหว่านปูนขาวประมาณ ? ตัน ต่อบ่อ 3 ไร่ โดยจะใช้ปริมาณ 20 ลูก (1 ลูก = 10 กิโลกรัม) เมื่อหว่านเสร็จก็จะพักบ่อ 2 วัน หลังจากนั้นก็สูบน้ำเข้า แล้วลงบีเคซีฆ่าเชื้อ
"ช่วงแรกที่เริ่มเลี้ยงเราจะกั้นผ้าเพื่ออนุบาลลูกกุ้ง เพราะอยากรู้ว่ากุ้งจะติดหรือไม่ติด ช่วงที่กั้นผ้าก็จะมีใช้เกลือบ้าง บางทีก็ใช้น้ำเค็ม เพราะถ้าไม่ใส่เลยเปอร์เซ็นต์ที่กุ้งจะติดก็มีน้อย เราจะกั้นผ้าสูงประมาณ 1.10-1.20 ม. ในการเลี้ยงกุ้งขาวนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ยา แต่ในช่วงของการเตรียมน้ำต้องใช้พวกไอโอดีน 50% เพื่อฆ่าเชื้อ แต่ช่วงหลังจะปล่อยลูกกุ้งทั่วบ่อ เราจะเตรียมบ่อโดยการสูบน้ำเข้าบริเวณหลุมที่ขุดไว้ตรงปากท่อ ความลึกประมาณ 20-30 ซม. เมื่อปล่อยกุ้งลงในบ่อ ลูกกุ้งก็จะมารวมกันอยู่ที่บริเวณหลุมที่ขุดเตรียมเอาไว้ ส่วนระดับความเค็ม เราจะใช้ความเค็มของน้ำประมาณ 3 พีพีที"

การปล่อยกุ้ง
ถ้าเป็นช่วงที่อากาศร้อนจัดจะปล่อยลูกกุ้งช่วงเย็น เพื่อให้ลูกกุ้งสามารถปรับตัวได้ในเวลากลางคืน พอช่วงเช้าเริ่มมีแดดก็จะปล่อยน้ำเพิ่มเข้าบ่อไปเรื่อยๆ ให้สูงประมาณ 1 ฟุตหรือประมาณเข่า

"ถ้าเราสูบน้ำมาจากคลองจะนำมาพักไว้ก่อน เพราะบริเวณโดยรอบพื้นที่บ่อจะมีคนที่ปลูก
ข้าวนาปรัง ซึ่งเขาจะใส่พวกปุ๋ย พวกยาต่างๆ ลงไป สารเคมีเหล่านี้ก็จะปนเข้ามาในพื้นที่เลี้ยง ทำให้ต้องพักน้ำเสียก่อนอย่างน้อยประมาณ 3 วัน แล้วจึงปล่อยเข้าบ่อ ในการสูบน้ำเราจะไม่ใช้ท่อสูบน้ำเข้าโดยตรง เพราะจะทำให้ลูกกุ้งได้รับความกระทบกระเทือนจนเสียหายได้ ซึ่งจากที่เราเคยเลี้ยงผ่านมา กุ้งมีอัตรารอดประมาณ 80% เนื่องจากเราค่อยๆ ปล่อยน้ำเข้าทีละนิด แล้วจะปิดน้ำตอนเย็น พอตอนเช้าของอีกวันหนึ่ง เมื่ออากาศเริ่มร้อนเราก็จะปล่อยน้ำเข้าอีก ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนน้ำเต็มบ่อหรือเข้าระบบดี ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์"
โดยปกติจะปล่อยลูกกุ้งพีใหญ่ แต่ช่วงนี้มีแต่พีเล็กก็ใช้ พี6-พี7 ในการปล่อยลูกกุ้งพีเล็ก
คุณสายฝนจะสูบน้ำลงบ่อ โดยค่อยๆ เพิ่มระดับน้ำขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้กุ้งมีอัตรารอดที่ดี แล้วปล่อยลูกกุ้งหนาแน่นประมาณ 100,000 ตัว/ไร่ คุณสายฝนบอกว่า เคยปล่อยบางมาแล้วประมาณ 150,000 ตัว/บ่อ 3 ไร่ ปรากฏว่าลูกกุ้งไม่โต พอไม่โตน้ำหนักก็น้อย เลยคิดว่าปล่อยเผื่อเพื่อเอาปริมาณกุ้งจะดีกว่า

การให้อาหารและการเช็คยอ
เนื่องจากพื้นที่ในบริเวณบ่อเลี้ยงของคุณสายฝน เป็นดินร่วนปนดินเหนียวทำให้เกิดเป็นขี้แดดได้เร็ว ทำให้ไม่สามารถสร้างอาหารธรรมชาติได้ คุณสายฝนจึงใช้ปลาบดเป็นอาหารให้กุ้งแทน พอเตรียมน้ำเสร็จ ก่อนที่จะปล่อยกุ้งลง ตอนเช้าก็จะสาดปลาบดเตรียมเอาไว้ก่อน 1 ถุง (ประมาณ 10 กิโลกรัม) โดยการผสมน้ำสาด พอตกเย็นก็เอากุ้งมาปล่อย พอวันรุ่งขึ้นก็จะค่อยๆ เพิ่มระดับน้ำขึ้น พอวันที่ 2 ก็จะสาดปลาบดอีก 1 ถุง ในช่วงเย็น เพราะถ้าให้ตอนกลางวันจะทำให้ปลาที่สาดไปเน่าได้ง่าย คุณสายฝน บอกว่า อาทิตย์แรกจะให้ปลาบด 2 วัน/1 ครั้ง พอครบ 10 วันก็จะให้วันเว้นวันในปริมาณเท่าเดิม ที่ใช้วิธีนี้ก็เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต และเป็นการสร้างไรแดงสำหรับเป็นอาหารลูกกุ้งด้วย แต่ก็ต้องดูสภาพน้ำอยู่ตลอด ถ้าให้ปลาบดไปหลายวันแล้วสภาพน้ำไม่ดี คุณสายฝนก็จะเว้นไปวันหนึ่ง ซึ่งโดยปกติจะให้ปลาบดช่วงเย็นตลอดในปริมาณอาหารเท่าเดิม เมื่อครบ 20 วัน ก็จะเปลี่ยนเป็นให้อาหารกุ้งกุลาดำเบอร์ 2 ให้ 2 มื้อ เช้า-เย็น ในอัตรา 100,000 ตัว/กิโลกรัม
คุณสายฝน บอกว่า "การให้อาหารนั้นเราไม่ได้ให้เฉพาะอาหารแต่เพียงอย่างเดียว แต่จะมีส่วนผสมอื่นๆ อีก คือ เราจะนำอาหารกุ้งกุลาดำมาผสมกับปลาบด 10 กิโลกรัม น้ำปลา 10 ขวด ผสมกับน้ำอีก 1 ถัง คลุกเคล้าให้เข้ากัน ทิ้งไว้ประมาณ ? ชม. เพื่อให้เนื้อปลาไปเคลือบกับเม็ดอาหาร และเพื่อให้อาหารละลายช้าลงและมีกลิ่นคาว หลังจากผึ่งอาหารให้แห้งหมาดๆ แล้วก็สามารถนำไปหว่านให้กุ้งได้ ซึ่งหากได้กุ้งพันธุ์ดี โตเร็ว เราก็จะเปลี่ยนเบอร์อาหารได้ไว"
สำหรับการเช็คยอ 2 ชม.จึงจะเช็คยอครั้งหนึ่ง ถ้ากุ้งรุมเข้ายอเยอะแสดงว่าอาหารข้างนอกเริ่มหมดแล้ว แต่ถ้าไปดูในยอแล้วกุ้งยังน้อยอยู่ ก็แสดงว่ายังมีอาหารเพียงพอสำหรับกุ้ง ถ้าอาหารในยอหมดก็จะเพิ่มครั้งละ ? กิโลกรัม ถ้ากุ้งมีอัตราการติดถึง 80% กุ้งจะกินอาหารประมาณ 5-6 กิโลกรัมต่อมื้อ พอกุ้งอายุได้ประมาณ 1 เดือนกว่าๆ เพิ่มเป็น 3 มื้อ คือ เวลา 06.00 น., 12.00 น.และ 17.00 น. และเมื่อกุ้งอายุประมาณ 1 ? เดือน ก็จะเปลี่ยนส่วนผสมจากปลาสดเป็นหอยแมลงภู่ต้ม โดยจะให้ 1 ถุงต่อมื้อ (1 ถุง = 5 กิโลกรัม) จนกระทั่งจับ คุณสายฝน บอกว่า ที่เปลี่ยนมาให้หอยแมลงภู่ เพราะถ้าเราเลี้ยงด้วยปลาสดไปตลอด น้ำจะเสียเร็วมาก และเมื่อสังเกตจากการเลี้ยงด้วยปลาสดกุ้งจะไม่อ้วน แต่พอให้หอยตัวกุ้งก็จะแน่น โดยส่วนมากจะเลี้ยง 100 วันจับ แต่จะดูจากการเจริญเติบโตของกุ้งด้วย ถ้ากุ้งยังโตได้อยู่ก็จะเลี้ยงไปจนถึง 4 เดือน
"สำหรับอาหารกุ้งกุลาดำซึ่งเป็นส่วนผสมหลังจากกุ้งมีอายุ 20 วันแล้วนั้น เราจะให้อาหารกุ้งกุลาดำจนถึงเบอร์ 3 หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นอาหารกุ้งรวมหรืออาหารสมทบเบอร์ 4 เมื่อเลี้ยงจนเหลืออีกประมาณ 1 เดือนสุดท้ายก็จะเปลี่ยนเป็นอาหารสมทบเบอร์ 5 สาเหตุที่เราไม่ได้เลี้ยงอาหารสมทบตั้งแต่แรก เนื่องจากกุ้งที่ได้เนื้อจะไม่แน่นและตัวไม่โตเท่าที่ควร แต่ขอแนะนำว่าส่วนผสมที่ดีควรให้หอยดีกว่า เพราะเนื้อกุ้งจะแน่นและน้ำก็ไม่เสีย และถ้ามีปัญหาเรื่องราคายังไม่ดีเรายังสามารถยืดเวลาไปได้ แต่ถ้าเลี้ยงด้วยปลา น้ำจะเสีย และโอกาสที่จะยืดเวลาน้อยมาก ถ้ากุ้งไม่แข็งแรงจริงๆ สภาพน้ำไม่ดีก็จะทำไม่ได้"

การวางเครื่องตีน้ำ
"เราจะใช้ซุปเปอร์ชาร์จทุกบ่อซึ่งจะเปิดตลอด ส่วนเครื่องตีน้ำ ตอนเล็กๆ ก็ตีเฉพาะกลางคืน กลางวันก็จะตีประมาณ 2-3 ชม. ในช่วงบ่าย แต่พอกุ้งอายุได้ 2 เดือนเราก็เปิดเครื่องตีน้ำเต็มที่ เพราะสำหรับกุ้งขาวแวนนาไม ถ้าออกซิเจนมีเพียงพอมันจะโตได้ไวมาก"

การเปลี่ยนถ่ายน้ำ
"เมื่อกุ้งอายุได้ประมาณ 2 เดือนขึ้นไป เราจะถ่ายน้ำอาทิตย์ละครั้ง โดยจะโฟลว์น้ำผ่านตลอด ใช้เวลาทั้งวัน จะสังเกตดูจากสภาพน้ำถ้าน้ำสีสวยแล้วเราก็จะหยุด อีกทั้งต้องดูคุณภาพน้ำโดยการวัดค่าพีเอชและค่าอัลคาไลน์ ซึ่งจะใช้ประมาณ 5-6 หยด แต่ถ้าขาดจริงๆ จะใช้ปูนแมกนีเซียมช่วย ถ้าเรากลัวพวกสารพิษ เราก็ใส่พวกโซเดียมไดโอซัลเฟต ซึ่งจะเป็นตัวช่วยลดสารพิษ ยกตัวอย่างเช่น ช่วงที่สูบน้ำเข้าบ่อพักจะใส่คลอรีน 50 กิโลกรัม ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 วัน ก็ใส่โซเดียมไดโอซัลเฟต อัตรา 1 กิโลกรัม/ไร่
ต่อจากนั้นก็จะเติมน้ำเค็มเข้าไป ต้องค่อยๆ ปล่อยน้ำไปเรื่อยๆ ถ้าปล่อยลงไปเลยทีเดียวกุ้งจะ
น็อค เพราะกุ้งขาวแวนนาไมถ้าเปลี่ยนแปลงอะไรเร็วๆ มันจะรับไม่ได้ และช่วงที่ถ่ายน้ำ กุ้งจะกินอาหารไม่ดี ส่วนมากพอถ่ายน้ำแล้วเราจะไม่ให้อาหาร สังเกตจากยอ ถ้าอาหารในยอหมด ก็จะให้ตอนเช้าและตอนเย็น ถ้ากุ้งกินน้อยลงหรือไม่มีการลอกคราบก็จะหยุดให้อาหารไปเลย เราจะจับเมื่อกุ้งมีอายุ 100 วัน กุ้งที่ได้จะมีขนาดประมาณ 60-70 ตัว/กิโลกรัม ต้นทุนประมาณ 60/กิโลกรัม ซึ่งเราจะจดบันทึกเอาไว้ตั้งแต่ค่าอาหาร ค่าน้ำมัน และอื่นๆ ทำให้สามารถคำนวณต้นทุนได้"
นอกจากจะมีอาหารที่ดีมีรสชาติ แล้วยังได้กินอาหารที่ถูกอกถูกใจทุกมื้ออย่างนี้แล้ว ไม่อ้วน ไซซ์ไม่โต กุ้งก็ใจร้ายเกินไปแล้ว


ข้อขอบคุณ วารคัมภีร์ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และ เกษตรกร คุณสายฝน บริบูรณ์ทรัพย์