แนวทางการเลี้ยงกุ้งไทย ในปีมะแม (2546) โดยดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ(งานกุ้งตะวันออกแฟร์)

หากว่ากันตามหลักของดวงชะตา คนเกิดปีฉลู(วัว) ควรระมัดระวังเป็นพิเศษในปีนี้
การเลี้ยงกุ้งในไทยมีมากมายหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นกุลาดำ กุ้งขาวเวนาไม หรือ ก้ามกราม แต่ที่แน่ๆอย่างไรเสียคนเลี้ยงกุ้งต้องตระหนักว่า กุ้งกุลาดำต้องยึดเป็นหลักไว้ ส่วนกุ้งขาวเวนาไม นั้นเอามาเป็นตัวเสริม เพิ่มความแข็งแกร่งของตลาด และห้องเย็น
การปล่อยกุ้งรอบแรกของปีนี้ควรเป็นกลางเดือน กุมภาพันธ์ เนื่องจากปีนี้หนาว และนาน ย้ำนะว่าอย่าฝืนฤดูกาลเลย ที่ผ่านมา คนที่เลี้ยงกุ้งประสบความสำเร็จจะมีแนวทางการเลี้ยงที่แตกต่างกันออกไป เมื่อเกษตรกรฟังแล้ว ควรเข้าใจในสิ่งที่ท่านเหล่านั้นด้วยว่า คุณภาพน้ำ คุณภาพดิน และหลายๆอย่างในบ่อของเขา ไม่เหมือนกับของเรา จะทำตามเขาทุกอย่างอาจไม่ได้ผล ต้องรู้จักประยุกต์ และเข้าใจว่าที่ทำเช่นนั้น เช่นนี้ เพราะอะไรด้วย
คนเลี้ยงกุ้งที่ปล่อยกุ้งบาง ประมาณ 50,000 ตัว(ห้าหมื่นตัว)ต่อไร่ มีโอกาสรอดสูง แต่ถ้าใครปล่อยกุ้งเผื่อตายแล้วบังเอิญกุ้งไม่ตายอย่างนี้กุ้งไม่โต ก็ทำให้ขาดทุนได้ ดังนั้นถ้าไม่ให้เสี่ยงก็หันมาปล่อยกุ้งที่ ห้าหมื่นตัวต่อไร่ก็พอ แต่ต้องไปเน้นที่ลูกกุ้ง มีข่าวดีจากวงการโรงเพาะว่าในปีนี้ แม่พันธุ์ในธรรมชาติมีความสมบูรณ์มาก ส่งผลให้ลูกกุ้งในตอนต้นปีมีคุณภาพกว่าปีก่อนๆ
ในปีนี้ ขอเพียงเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง "อย่า ซ้ายสุดขั้ว ขวาสุดขอบ" ก้อแล้วกันครับ
เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำต้องให้ความสำคัญกับการเลือกลูกกุ้งเป็นพิเศษ โดยต้องไปเลือก หรือดูลูกกุ้งตั้งแต่โรงเพาะฟัก หรือตั้งแต่ลูกกุ้ง ระยะ พี10 โดยดูด้วยสายตา ด้วยกล้องจุลทัศน์ (ส่งให้แลปที่น่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นเอกชนหรือ กรมประมง) ส่องดูเอ็มบีวี เอชพีวี ดูความสมบูรณ์ของไขมันในตับ หาสัดส่วนของกล้ามเนื้อกับลำไส้(4:1)
และนอกจากสิ่งที่เคยทำมาลูกกุ้งนั้นเราต้องนำมาหาปริมาณแบคทีเรียด้วยในปัจจุบัน
แล้วจากนั้นก็ไปดูลูกกุ้งอีกครั้งในตอน พี 14
อัตราการปล่อยในปีนี้ของกุ้งกุลาดำ 50,000 ตัวต่อไร่
ปีนี้ถ้าเกษตรกรปล่อยกุ้งไม่แน่น อาหารไม่เว่อร์ ผลที่ออกมาน่าจะดี ส่วนเรื่องการใช้จุลินทรีย์แล้วแต่เกษตรกร
เรื่องคุณภาพน้ำ ในการเลี้ยงกุ้ง หากความเค็มเกิน 15 พีพีที หรือ 15 พีพีทีขึ้นไป โอกาสที่กุ้งจะขาดแร่ธาตุมียากมาก
แต่ถ้าความเค็มต่ำๆ หรือต่ำมากๆ กุ้งจะขาดแร่ธาตุเกือบทุกตัว และถ้าความเค็มต่ำมาก กุ้งที่เลี้ยงต้องรักษาสมดุลย์ในตัวเอง ดังนั้นการเสริมเกลือแร่และแร่ธาตุจึงจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการกิน หรือเติมลงน้ำ
***แต่ในทางกลับกัน หากกุ้งที่เลี้ยงอยู่ในน้ำที่มีความเค็มสูงเกิน 30 พีพีที ตัวกุ้งก็มีการปรับตัวโดยมันต้องเอาเกลือออกตัวมัน เช่นกัน กุ้งเหนื่อยกับการปรับตัวเพื่อมีชีวิตรอดในน้ำที่ความเค็มสูงเช่นกัน เพราะกุ้งกุลาดำนั้นจะเป็นปกติในระดับความเค็ม 18-28 พีพีที
***หากเลี้ยงกุ้งที่ความเค็มต่ำ หรือความเค็มสูงมากๆ แล้วปล่อยกุ้งแน่น น้ำเข้มจัด เมื่อแพลงก์ตอนดรอบ แอมโมเนียเกิด หลังการเกิดแอมโมเนีย 4-7 วัน จะเกิดไนไตรท์ หากเมื่อไหร่ เกษตรกรพบน้ำเข้มจัด ควรจัดการเช่นดูดออก หรือจะใช้อะไรในการลดปริมาณแพลงก์ตอนก็ขอให้รู้และเข้าใจในสิ่งที่จะใช้อย่างถูกต้อง
***หากพบปัญหาแพลงก์ตอนบลูม ฝนตกหนัก สีน้ำล้ม(ขุ่น) ถ้าเป็นตอนกุ้งอายุ 30-40 วันไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นตอนกุ้งมีอายุ 80-90 วัน มักมีปัญหามาก เนื่องจากเมื่อผนตก-สีน้ำล้ม สมดุลย์ต่างๆในบ่อจะเปลี่ยนไปไม่ว่า พีเอช อุณหภูมิ อีกทั้งกุ้งจะเข้าไปหมกเลน แก๊สไข่เน่าในเลนเป็นพิษ เกษตรกรควรลดปัญหาโดยเมื่อฝนตก ก็ใส่ปูนขาวสัก 6 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อรักษาระดับค่าพีเอช
***ใครเลี้ยงกุ้งระบบปิด ถ้าไม่ถ่ายน้ำ และกุ้งในบ่อเกิดติดแน่น จะเลี้ยงยากมาก และผ่านยาก ดังนั้นควรเตรียมน้ำไว้ถ่ายบ้าง
***บ่อกุ้งแน่น เทคนิคที่ยอมรับแล้วว่าทำได้จริงคือ เราต้องถ่ายน้ำเมื่อพบว่ากุ้งในบ่อเริ่มไม่ยอมโต
ระบบปิดจริงๆหากไม่ปล่อยพอเหมาะ จะโตช้าแน่นอน แต่ถ้าพบว่ากุ้งเริ่มไม่โต แก้โดยถ่ายน้ำ
การเลี้ยงกุ้งที่ความเค็มต่ำกว่า 15 พีพีที ทุกครั้งที่ถ่ายน้ำหรือเติมน้ำ จะใส่เกลือแร่รวม ในขณะเดียวกันก็ผสมเกลือแร่ในอาหาร ให้กุ้งกิน ผสมมากเป็นพิเศษช่วงวันโกนวันพระ (2 เท่าวันปกติ)
แต่ถ้าเราเลี้ยงกุ้งที่ความเค็มเกิน 15 พีพีที ขึ้นไป ไม่จำเป็นต้องใส่เกลือแร่

เรื่องของโรคไวรัสดวงขาว นั้น
ให้มุ่งไปที่จุดเริ่มต้นคือ พ่อแม่พันธุ์ และ ลูกกุ้งเป็นสำคัญ ส่วนเรื่องอื่นๆก็ควรป้องกันเช่นกันไม่ว่าจะเป็น นก ปู น้ำจากบ่อที่เป็นโรค เกษตรกรควรทำการทรีตน้ำหากอยู่ในแหล่งระบาด ส่วนในแหล่งที่ไม่มีการระบาดของโรคดวงขาว น้ำนั้นควรผ่านการกรอง

โรคขี้ขาวและอาการขี้ขาว ในกุ้ง
เป็นสิ่งที่ยังต้องพบเจอ มักจะเกิดจากภาวะกุ้งเริ่มไม่กินอาหาร การแก้ปัญหาอาการขี้ขาว นั้นให้แก้ตามความเป็นจริง เช่นเมื่อกุ้งเริ่มไม่กินอาหาร ก้ออาจกระตุ้นโดยการเสริมหอยต้ม(นึ่ง)ผสมอาหาร ถ้า 70 วันกุ้งโตช้าจะถ่ายน้ำ แต่ถ้ากุ้งในบ่อโตปรกติ เราก็จะไม่ยุ่งอะไรกับมันมากนัก
และนี้คือสรุปสั้นๆสำหรับการเลี้ยงกุ้งกลาดำ

คราวนี้ลองหันมามอง การเลี้ยงกุ้งขาว เวนาไม บ้าง
-ถ้าใครปล่อยลูกกุ้งขาวแบบแน่นมากๆเช่น ไร่ละแสนตัว แต่อุปกรณ์ที่มีในบ่อเหมือนกุ้งกุลาดำ แบบนี้จะได้กุ้งเล็กแน่ๆ แต่ถ้าใครจะได้กุ้งใหญ่ระหว่างการเลี้ยงต้องมีการถ่ายน้ำ
-หากจะเลี้ยงแบบสบายสบาย ควร ปล่อยลูกกุ้งขาวลงบ่อประมาณ 60,000-70,000 ตัวต่อไร่ก็พอ
-ความเค็มกับการปล่อยลูกกุ้งขาว
-หากความเค็มปกติ ปล่อยลูกกุ้ง พี10-พี12 ได้ แต่ถ้าความเค็มต่ำควรปล่อยลูกกุ้งขาว พีมากกว่า12 ซึ่งมีความยาวตัวมากว่า 8 มิลลิเมตร เหตุผลที่ต้องปล่อยลุกกุ้งขาวตอนพีมากว่า 10 เพราะ ลูกกุ้งขาว พี 10 การพัฒนาของเหงือกนั้นเต็มที่แล้ว
-การสังเกตุการกินอาหารของกุ้งขาว เมื่อไหร่ก็ตามที่ทางเดินอาหารไม่มีอะไร นั้นคือกุ้งป่วย
โดยปรกติ กุ้งขาวจะมีทางเดินอาหารที่เต็มตลอดเวลา สีในทางเดินอาหารบอกได้ว่ามันกินอะไร หากสีออกเป็นสีน้ำตาลเหมือนเม็ดอาหารที่ให้นั้นคือมันกินอาหาร แต่ถ้ามีสีดำเข้มนั้นคือมันกินเลน หรือสารอินทรีย์อื่นๆในบ่อ
กุ้งขาวหากปล่อยที่ พี10 เมื่อเลี้ยงไป ได้ 30 วันควรหนัก 3 กรัม หลังจากนั้นทุกสัปดาห์มันควรโตขึ้นครั้งละ 1.5 กรัม
เมื่อเลี้ยงได้ประมาณ 65-70 วัน ควรได้ประมาณ 100 ตัวต่อกิโลกรัม
การเลี้ยงกุ้งขาวระบบปิดจะดีกับกุ้งที่ไม่แน่น แต่ถ้าปล่อยกุ้งแน่น และติดดี ยังไงก็ต้องมีการถ่ายน้ำ
การกินอาหารของกุ้งจะลดลงตามอุณภูมิ เช่น กุ้งกินดีที่ 28-30 องศา
-หากเราพบว่าน้ำเย็นเหลือ26 องศา เราควรลดอาหารลงจากเดิม 20%
- น้ำเย็นเหลือ 25 องศาเซลเซียส เราควรลดอาหารลงจากเดิม 30%
-น้ำเย็นเหลือ 24 องศาเซลเซียส ก็ไม่ต้องให้มื้อนั้น หรือยื้อมื้ออาหารไปจนกว่าน้ำจะอุ่นขึ้น
การจับกุ้ง
ง่ายที่สุดคือจับกลางคืน ปิดไฟให้หมด เอาไฟล่อเฉพาะประตูจับ
แต่ถ้าเป็นบ่อระบบปิด ก็จะจับกลางวัน ด้วยวิธีการใช้การตีอวน ลากอวนทั้งบ่อ

โรคกุ้งขาวเป็นเหมือนกุ้งกุลาดำ แต่อาจจะมีเพิ่มด้วยซ้ำ เช่น ทอร่าซินโดรม(ทำให้กุ้งขาวตายเร็ว) และ ไอเอชเอชเอ็นวี IHHNV (ทำให้กุ้งขาวโตช้า กรีกุด กรีเอียง กรีเบี้ยว ตัวคด)ซึ่งโรคและอาการที่เกิดจากเชื้อไอเอชเอชเอ็นวี ขณะนี้ได้ทั่วไปในไทย แต่ทอร่าซินโดรมยังไม่มีรายงานในไทย

มาถึงตรงนี้ยังขอย้ำเช่นเดิมว่า คนไทย ผู้เลี้ยงกุ้งไทย ควรยึดการเลี้ยงกุ้งกุลาดำเป็นหลัก เพราะเรารู้จักกุ้งตัวนี้มากกว่าประเทศอื่นๆ ส่วนการเลี้ยงกุ้งขาวเวนาไมประเทศต่างๆทำก่อนเรา เราจะเลี้ยงเพื่อเป็นตัวเสริมสำหรับตลาดและห้องเย็น
ยังไงเสียกุ้งกุลาดำยังเป็นตัวสำคัญ อ้อถ้าจะเลี้ยงกุ้งแล้วขายให้ทั่วโลกได้นั้น กุ้งของเราควรปลอดสารต้องห้ามด้วย

.

สรุปข้อมูลจากงานวันกุ้งจันทบุรี 19/1/45 โดย เอกอนันต์ ยุวเบญจพล

แนวทางการเลี้ยงกุ้งไทย ปี2546

โดย ดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ