แนวทางการเลี้ยงกุ้งขาว และโรคของกุ้งขาว
ข้อมูลจากประมงธุรกิจ ฉบับประจำเดือน 25 กันยายน 2545

ณ ภาวะในตอนนี้คงไม่มีใครปฏิเสธกระแสความแรงของกุ้งขาวได้ เนื่องจากกุ้งกุลาดำอยู่ในช่วงวิกฤติทั้งด้านราคา ตลาด และปัญหาเรื่องสารตกค้าง เกษตรกรไม่น้อย จึงหันมาเลี้ยงกุ้งขาวกันมากเพราะเห็นว่าเป็นอีกหนึ่งทางออกที่น่าจะไปได้ด้วยดี แต่ด้วยประสบการณ์และความรู้ความเข้าใจในการเลี้ยงกุ้งขาวที่น้อยเกินไป ทำให้ผู้เลี้ยง หลายคนไม่ประสบความสำเร็จและทำให้กลายเป็นปัญหาที่หนักขึ้นมาอีก

คุณณัฐวุฒิ ชูสว่าง เกษตรกรท่านหนึ่งที่ขอนำมาเสนอในฉบับนี้ เพราะคุณณัฐวุฒิสามารถหาวิธีแก้ปัญหาวิกฤติของกุ้งกุลาดำด้วยการมาเลี้ยงกุ้งขาวเสริมขึ้นมา แต่ก่อนที่จะตัดสินใจมาเลี้ยงก็หมั่นพยายามศึกษาข้อมูลจากผู้รู้หลายๆ ทาง ผิดบ้าง ถูกบ้างนำมาประกอบกันจนเป็นเรื่องราวและด้วยความไม่มั่นใจจึงลงเลี้ยงเพียง 1 บ่อ เท่านั้น

ขนาดบ่อที่เลี้ยงประมาณ 1 ไร่ 2 งาน ปล่อยลูกกุ้งครั้งแรก 100,000 ตัว อัตราความหนาแน่นจึงอยู่ที่ 40 ตัว/ตารางเมตร และใช้ลูกกุ้งชุดหลังๆ ราคาจึงตกอยู่ที่ 13 สตางค์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องศึกษาถึงสายพันธุ์ของลูกกุ้งด้วย บางครั้งสายพันธุ์ไม่ดีหรือเป็นลูกกุ้งที่เป็นรุ่นหลังๆ มากเกินไปก็อาจะเลี้ยงไม่ได้ผล

ในส่วนของการเลี้ยงคุณณัฐวุฒิจะนำน้ำเข้าบ่อก่อนเลี้ยงประมาณ 10 วัน เพราะนิสัยเพราะกุ้งขาวจะมีนิสัยกินอาหารอยู่ตลอดเวลา จึงต้องเตรียมอาหารธรรมชาติในบ่อให้มากที่สุด และเมื่อลงกุ้งไปแล้ว 3-5 วันแรกจะไม่ให้อาหาร หลังจากนั้นก็ค่อยให้วันละ 2 มื้อ ผ่านไปประมาณ 1 เดือน จึงเริ่มคลุกวิตามินซีเสริมให้กุ้งอีก 1 สัปดาห์ จากนั้นก็หยุดอีก 15 วัน และให้อีก ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แต่เรื่องสารเคมีนั้นจะไม่ให้เข้ามาเกี่ยวข้องเลย

การให้อาหารจะต้องสังเกตกุ้งอยู่เสมอ ซึ่งถ้าหากให้อาหารมากเกินไปจะทำให้กุ้งหัวแตก ต้องให้ปริมาณที่พอดี ถ้าอาหารในธรรมชาติมีมากพอแล้วก็ควรจะให้อาหารเม็ด ในปริมาณที่น้อย แต่จะไปเช็คที่ยอคงไม่ได้ เพราะกุ้งขาวมักจะคาบอาหารไปกินที่อื่น ไม่กินอยู่กับที่เหมือนกุ้งกุลาดำ

ส่วนอาหารช่วงแรกจะใช้เหมือนกับกุ้งกุลาดำ เนื่องจากให้โปรตีนสูง แต่ในช่วงหลังจะไม่ให้อาหารกุ้งกุลาดำอย่างเดียวแล้วเพราะจะทำให้ตับโต จึงให้อาหารกุ้งก้ามกรามแทน หรือไม่ก็ผสมกับอาหารกุ้งกุลาดำก็ได้ เพราะอาหารกุ้งก้ามกรามจะยุ่ยง่าย ทำให้น้ำเสียได้ง่าย

ในช่วงหน้าฝนสภาพอากาศจะค่อนข้างแปรปรวน เราต้องสังเกตน้ำให้ดี อุณหภูมิในบ่อควรจะอยู่ที่ 23-32 องศาเซลเซียส หากฝนตกหนักต้องเพิ่มออกซิเจนในบ่อด้วย และช่วงกลางคืนต้องเปิดเครื่องตีน้ำไว้ตลอดป้องกันออกซิเจนในบ่อไม่เพียงพอ

โดยรวมแล้วคุณณัฐวุฒิมองว่ากุ้งขาวนั้นเลี้ยงง่ายกว่ากุ้งกุลาดำ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมด้วย คงจะไม่สามารถเลี้ยงได้ทุกสถานที่ ซึ่งผู้เลี้ยงจึงต้องมีความรู้เรื่อง การจัดการในการเลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาพน้ำ ความเป็นกรดด่าง(พีเอช) ค่าอัลคาไลน์ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้มาตราฐานเดียวกับกุ้งกุลาดำ

สำหรับปัญหาเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศในบ้านเรานั้นไม่ใช่อุปสรรคของกุ้งขาวเพราะกุ้งขาวจะชอบอากาศที่เย็น ฉะนั้นการเลี้ยงในหน้าหนาวจะไม่มีปัญหาเรื่องกุ้ง ไม่กินอาหาร และเรื่องโรคที่หลายๆ คนกลัวกัน ผมคิดว่าหากสิ่งแวดล้อมดี ระบบการจัดการดี มีระบบบำบัด มีบ่อพักน้ำ

ปัญหาเรื่องโรคคงจะเป็นไปได้ยาก เพราะไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใดก็ตาม ต่างก็มีเชื้อโรคเชื้อแบคทีเรียด้วยกันทั้งนั้น

สำหรับข่าวที่ออกมาว่ากุ้งข่าวแล้วไม่ติด คุณณัฐวุฒิมองว่าคงจะมาสาเหตุหลักๆ ก็คือเรื่องของสายพันธุ์มากกว่า ซึ่งเกษตรกรคงจะไม่ทราบถึงสายพันธุ์ที่แท้จริงและอีกอย่างหนึ่ง คือรุ่นที่นำมานั้นเป็นรุ่นที่เท่าไร อย่างที่กล่าวว่าหากเป็นรุ่นหลังๆ ก็จะเลี้ยงไม่ค่อยติด การซื้อลูกพันธุ์จึงควรจะซื้อจากฟาร์มที่เชื่อถือได้จะทำให้การเลี้ยงของเราประสบ ความสำเร็จได้ด้วยดี

โรคของกุ้งขาว

จากการที่กรมประมงอนุญาตให้นำเข้าและเลี้ยงกุ้งขาว ซึ่งเป็นกุ้งพันธุ์พื้นเมืองของทวีปอเมริกาเหนือและใต้ที่ชื่อเต็มๆ ว่า กุ้งขาวแปซิฟิค หรือ Pacific White Shrimp (Penaeus vannamei) ได้ในประเทศไทย ทำให้เกิดการตื่นตัวในวงการเลี้ยงกุ้งพอสมควร มีโรงเพาะฟักหลายแห่ง ไม่เว้นแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ใน วงการเกษตร ต่างก็เพาะลูกกุ้งชนิดนี้ออกมาขายให้เกษตรกรทั่วไปกันอย่างเปิดเผยแล้ว

การเลี้ยงกุ้งขาวในไทยเป็นทางเลือกทางหนึ่งสำหรับเกษตรกร นอกเหนือจากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย หรือกุ้งก้ามกราม ซึ่งกุ้งขาวก็มีคุณสมบัติดีเด่นหลายประการที่พึงส่งเสริมให้เลี้ยงได้ในเงื่อนไขหนึ่งๆ แม้จะไม่สามารถทดแทนการเลี้ยงกุ้งกุลาดำได้ 100 % แต่ก็ทำให้เกิดความหลากหลายในผลิตภัณฑ์กุ้งของไทย

ซึ่งน่าจะเป็นแนวคิดที่ดี สอดคล้องกับแนวความคิดเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพที่ฝ่ายอนุรักษ์กำลังนำเสนอกันอยู่ โดยฝ่ายที่สนับสนุนแนวคิดนี้บอกว่า การที่เราทำการเกษตรด้านเดียว เช่น การปลูกพืชเชิงเดี่ยว อย่างการปลูกมัยสำปะหลัง หรือข้าวโพดติดต่อกันเป็นพื้นที่กว้างขวางเป็นพันเป็นหมื่นไร่นั้น ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพหายไป เวลาเกิดปัญหาเช่นโรคระบาดก็จะติดต่อรุนแรง ไม่มีอะไรมาหยุดยั้งได้ ต้องใช้ยาและสารเคมีในการควบคุม สุดท้ายเวลาผลผลิตออกมาก็จะเหมือนๆ กันไปหมด ทำให้ราคาตกต่ำได้ เช่นเดียวกัน ถ้าเกษตรกรเรามีทางเลือกในการเลี้ยงกุ้งขาว ก็น่าจะลองศึกษากันดู ไม่แน่ว่ากุ้งตัวนี้อาจมาช่วยกู้วิกฤติได้ถ้ากุ้งกุลาดำเรามีปัญหา

การเลี้ยงกุ้งขาวก็มีข้อจำกัดเช่นเดียวกับกุ้งกุลาดำ อาจจะแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด ผู้เลี้ยงจึงควรศึกษาให้ดี ในครั้งนี้ผมจะพูดถึงเฉพาะเรื่องโรคประจำตัวของกุ้งชนิดนี้ก่อน และจะพูดถึงปัญหาอื่นในโอกาสต่อไป เกษตรกรควรศึกษาให้ดีก่อนลงมือเลี้ยง การเสนอปัญหามิได้ต้องการต่อต้านการเลี้ยงกุ้งชนิดนี้แต่อย่างไร เพียงแต่ต้องการให้มองทุกๆ ด้านเพื่อเตรียมรับมือ

คุณลักษณะสำคัญของกุ้งขาวแวนนาไม ข้อดีของกุ้งขาวที่แตกต่างจากกุ้งกุลาดำ มีหลายประการ คือ

1. ทนต่อความเค็มได้ในช่วงกว้างตั้งแต่ 0.5 พีพีที ถึง 45 พีพีที โดยจะมีการเจริญเติบโตได้ดีในช่วง 10-30 พีพีที

2. เจริญเติบโตได้ดีในช่วงอุณหภูมิกว้างคือ 24-32 องศาเซลเซียส แต่จะเจริญเติบโตได้ดีที่สุดในช่วง 28-30 องศาเซลเซียส

3. ทนต่อสภาพออกซิเจนต่ำได้ดี พบว่าแม้ออกซิเจนต่ำถึง 0.8 พีพีเอ็ม เป็นเวลาหลายชั่วโมง ก็ยังไม่ตายแต่การเจริญเติบโตจะดี ถ้าออกซิเจนมีค่าตั้งแต่ 4 พีพีเอ็ม ขึ้นไป

4. พีเอชที่เหมาะสมคือ 7.0 - 8.5 ถ้าแม้ว่าพีเอชบางครั้งขึ้นสูง 10 ก็ยังไม่ตาย

5. ใช้อาหารโปรตีนต่ำ ทำให้ต้นทุนการผลิตถูกลง นอกจากยังสามารถใช้อาหารธรรมชาติจากบ่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ อัตราแลกเนื้อต่ำ โดยทั่วไปถ้าให้อาหารถูกต้องจะต่ำกว่า 1.5

6. ให้เปอร์เซ็นต์เนื้อสูงถึง 66 - 68% ( กุ้งกุลาดำให้เพียง 62% )

7. ตลาดมีความต้องการสูง และมีตลาดทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดอียู และอเมริกา

โรคที่สำคัญ โรคติดเชื้อไวรัสที่สำคัญของกุ้งขาว P. vannamei ได้แก่
1. โรคไวรัสทอร่า (Taura Syndrome virus)
2. โรคแคระแกร็น (RDS - Runt Defomity Syndrom ) เกิดจากเชื้อ Infectious hypodermal and hematopoietic virus (IHHNV)
3. โรคไวรัสจุดขาว (WSSV)
4. โรคไวรัสหัวเหลือง (Yellow-head Virus Disease)
5. โรคไวรัส Baculovirus penaei (BP)
6. โรค Reo-like virus (REO)


รายละเอียดที่จะกล่าวถึงได้แก่ โรคไวรัสทอร่า (Taura Syndrome virus) และโรคแคระแกร็น (RDS - Runt Defomity Syndrom ) ก่อน ส่วนโรคไวรัสจุดขาว (WSSV), โรคไวรัสหัวเหลือง (Yellow-head Virus Disease) นั้นทำความเสียหายรุนแรงแก่กุ้งขาวเหมือนกัน แต่ไม่ใช่โรคประจำถิ่นของกุ้งตัวนี้ และโรคทั้งสองตัวนี้เราก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว จึงไม่ขอกล่าวถึงในครั้งนี้ ส่วนโรคไวรัส Baculovirus penaei (BP)และโรค Reo-like virus (REO) นั้นไม่ค่อยสร้างความเสียหายและพบได้ไม่บ่อย จึงยังไม่กล่าวถึง

ทอร่า ซินโดรม (Taura Syndrome)
ไวรัสทอร่า ซินโดรม (Taura Syndrome Virus)
สามารถก่อให้เกิดโรคในกุ้งขาวที่สำคัญของอเมริกาทั้ง 2 ชนิด คือ Penaeus vannamei และ Penaeus stylirostris แต่ความรุนแรงของโรคกลับต่างกันในกุ้งแต่ละชนิด

โดยปกติกุ้ง P. stylirostris ทนทานต่อโรคนี้มากกว่า P. vannamei และแม้ว่ากุ้ง P. stylirostris จะตรวจพบเชื้อไวรัสแล้ว ก็ยังสามารถเลี้ยงต่อจนจับขายได้ถ้าเกษตรกร มีการจัดการที่ดีพอ ในทางกลับกัน กุ้ง P. vannamei มักมีอัตราการตายสูงถึง 75-80 % เมื่อติดเชื้อไวรัสนี้ทำความเสียหาย ทางเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัดต่อผลผลิตกุ้งชนิดนี้ โรคทอร่า ซินโดรม เคยสร้างความเสียหายให้กุ้งขาวในทวีปอเมริกาใต้กว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐมาแล้ว

สาเหตุ
สาเหตุของโรคทอร่า ซินโดรม นั้นทราบกันโดยทั่วไปว่าเกิดจากเชื้อไวรัส ชื่อ ไวรัสทอร่า (Taura Virus), ไวรัสทอร่า ซินโดรม (Taura Syndrome Virus), โรคหางแดง (Little Red Tail) หรือ โรค La Colita Roja ซึ่งโรคนี้วินิจฉัยพบครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2535 จากฟาร์มเลี้ยงกุ้งจำนวนหนึ่งใกล้กับแม่น้ำทอร่า (Taura River) ในเอกวาดอร์ โรคนี้ทำให้กุ้งพันธุ์พื้นเมืองของทวีปอเมริกาเหนือและใต้ที่ชื่อ กุ้งขาวแปซิฟิค หรือ Pacific White Shrimp (Penaeus vannamei ) ติดเชื้อ ป่วยและตายได้
ไวรัสทอร่ามีขนาด 31-34 นาโนเมตร เป็น RNA virus ที่มีสาย RNA สายเดียว จัดเป็นพวก พิโคนาไวรัส (picornavirus) ซึ่งจะเข้าไปอาศัยอยู่ในไซโตพลาสซึม ของเซลบุผนังของกุ้งที่ติดเชื้อ

การระบาด
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 โรคทอร่าระบาดออกไปนอกประเทศเอกวาดอร์ไปยังประเทศจีน, ประเทศโคลัมเบีย, ประเทศฮาวาย, ประเทศฮอนดูรัส, ประเทศญี่ปุ่นและประเทศเปรู ต่อมาในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2538 ก็สามารถวินิจฉัยพบในบ่ออนุบาลลูกกุ้งใน Rio Grande Valley ใน รัฐเท็กซัส และในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2539 ก็พบโรคนี้ในฟาร์ม 4 แห่งในรัฐเซ้าท์คาโรไลนา ซึ่งต้องทำลายกุ้งทั้งฟาร์มทิ้ง นั่นหมายถึงเราสามารถพบโรคนี้ได้ทั่วแหล่งเลี้ยงกุ้งทั้งหมดของอเมริกาเลยทีเดียว

โรคนี้แม้จะเกิดกับกุ้งโดยไม่มีผลต่อมนุษย์ แต่ความสูญเสียจากแหล่งที่ระบาดก็ยังไม่สามารถคำนวณเป็นตัวเงินได้ อาจสูงถึง ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว
กุ้งขาว P. vannamei หรือ Pacific White Shrimp มีความไวต่อโรคนี้ ในขณะที่โรคทอร่าสามารถติดกุ้งขาวและกุ้งสีน้ำตาลพันธุ์ดั่งเดิมของอเมริกาได้ แต่ไม่ปรากฏว่าติดกุ้งแปซิฟิคสีฟ้า หรือ Pacific Blue Shrimp นอกจากนี้มีรายงานกุ้งที่สามารถติดเชื้อและก่อให้เกิดโรคได้อีกคือ P. setiferus, Farfantepenaeus aztecus, Fenneropenaeus chinensis

มีรายงานที่แสดงให้เห็นว่านอกจากกุ้งจะติดโรคนี้โดยการกินกันเอง หรือกินซากกุ้งในบ่อแล้ว ยังพบว่า นกสามารถนำเชื้อนี้แพร่จากบ่อหนึ่งไปอีกบ่อหนึ่งโดยการ กินกุ้งบ่อที่เป็นโรคแล้วไปถ่ายอุจาระลงบ่อที่ไม่เป็นโรค โดยพบเชื้อไวรัสติดไปในอุจาระได้ด้วย จึงเกิดการแพร่ระบาดโรคได้เร็วและกว้างไกลมาก

ส่วนข้อสันนิษฐานที่สังเกตว่ากุ้งที่อายุน้อยจะไม่ค่อยแสดงอาการของโรคนั้น จริงๆ แล้วในห้องทดลองพบว่า เมื่อป้อนเชื้อให้กุ้งปลอดเชื้อกิน ก็พบกุ้งเป็นโรคถึง 95 % จึงลบล้างข้อสันนิษฐานที่ว่ากุ้งใหญ่จะไม่ติดโรคนี้ไปได้ ซึ่งจริงๆ แล้วอาจเกิดจากกุ้งชุดนั้นรอดพ้นการตายจากการติดเชื้อมาได้และสามารถสร้างภูมิคุ้มกัน ทำให้ไม่เป็นโรคนี้อีก แต่ถ้ากุ้งที่ไม่เคยเจอเชื้อนี้มาก่อน จะติดเชื้อตอนเล็กหรือตอนโตก็ป่วยได้เหมือนกัน

ลักษณะอาการ
อาการของโรคทอร่า ซินโดรม มี 2 ระยะ คือ ระยะเฉียบพลัน (peracute) และระยะเรื้อรัง (chronic or recovery) ระยะเฉียบพลัน (peracute) มักจะเกิดในกุ้งวัยอ่อน ในระยะ 2 สัปดาห์ที่นำลงบ่ออนุบาล โรคนี้จะเข้าทำลายเนื้อเยื่อบริเวณใต้เปลือก ทำให้เปลือกอ่อนนิ่ม กุ้งมักจะตายช่วงลอกคราบ ลักษณะอีกอย่างที่แสดงที่กุ้งติดเชื้อคือ ปื้นสีแดงซีดที่เกิดจากการอักเสบของเซลสีแดงในชั้นผิวหนังและที่แพนหาง กุ้งซึ่งรอดตายและสามารถลอกคราบได้จะมีอาการดีขึ้นหรืออาจเข้าสู่การติดเชื้อแบบเรื้อรัง ซึ่งมักแสดงรอยโรคหลายๆ แห่งที่เปลือก

โดยทั่วไป ทอร่า ซินโดรม ติดกุ้งขาว P. vannamei วัยอ่อน ช่วงน้ำหนัก 0.1-0.5 กรัม หรือช่วง 2-4 สัปดาห์หลังปล่อยลงบ่อดิน ไวรัสทอร่า เป็นโรค ที่แสดงอาการผิดปกติของเปลือกกุ้ง (cuticle epidermis) ในกรณีที่ติดเชื้อไม่เฉียบพลัน (chronic) ไวรัสทอร่า ก่อให้เกิดจุดดำกระจายทั่วไปตามเปลือก

ระหว่างการระบาด จะพบกุ้งตายหรือป่วยใกล้ตายในแหที่ใช้ทอดสุ่มน้ำหนักกุ้ง หรือก้นบ่อ หรือท่อน้ำทิ้ง ส่วนกุ้งที่ติดเชื้อระยะเฉียบพลันจะอ่อนแอ ว่ายน้ำสะเปะสะปะ เปลือกอ่อนนิ่ม และทำให้เซลเม็ดสี (chromatophore) กระจายไปทั่ว ซึ่งทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของสีของกุ้งเพียงเล็กน้อย กุ้งที่เป็นโรคนี้มักจะไม่มีอาหารในลำไส้ พบอัตราการตายของกุ้งอยู่ระหว่าง 5-95%

การป้องกันและรักษา
การป้องกันแก้ไขโรคนี้ยังไม่มีวิธีที่เฉพาะเจาะจง แต่ทางหนึ่งที่เกษตรกรอเมริกาเลือกทำก็คือเปลี่ยนไปเลี้ยงกุ้ง P. stylirostris ที่ทนทานต่อโรคมากกว่าและ สามารถพยุงไปจนจับขายได้ ไม่เสียหายหมดทั้งครอป หรืออีกทางหนึ่งก็คือเลี้ยงกุ้งปลอดเชื้อ (Specific Pathogen-Free)

โดยเริ่มจากแม่พันธุ์ที่ปลอดเชื้อผลิตออกมาเป็นกุ้งพีและลงเลี้ยงบ่อดิน ก็จะปลอดเชื้อเช่นกัน ซึงทำได้ไม่ยากเพราะแม่พันธุ์กุ้งขาว P. Vannamei สามารถเพาะได้ในบ่อดิน โดยใช้เวลาไม่นานนัก ซึ่งแม่พันธุ์ในบ่อเลี้ยงจะสามารถควบคุมให้ปลอดเชื้อได้ดีกว่าแม่พันธุ์ที่จับมาจากทะเล หรืออาจเปลี่ยนมาใช้สายพันธุ์ไต้หวัน ที่เขาคุยว่าผ่านการพัฒนาให้ปลอดโรคได้แล้วก็น่าจะเป็นทางออกทางหนึ่งได้

ประเทศแม็กซิโกเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในขณะนี้ ที่แยกเกรดกุ้งออกจากกันโดยใช้เม็ดสี (Melanosis) โดยกุ้งเกรดดีจะปราศจากเม็ดสีที่ว่านี้ ซึ่งส่วนหนึ่งของกุ้งที่มีเม็ดสีอาจ เป็นกุ้งที่รอดจากการป่วยด้วยเชื้อไวรัสทอร่าก็ได้ ดังนั้นโรคนี้อาจไม่ทำให้กุ้งตายเพียงอย่างเดียว มันยังทำให้กุ้งราคาตกอีกด้วย

Runt Deformity Syndrome
โรคแคระแกรน Runt Deformity Syndrome (RDS) โรคสำคัญอีกตัวหนึ่งในกุ้งขาว (Penaeus vannamei และ Penaeus stylirostris) แต่มีลักษณะความไวต่อโรคต่างกันออกไปจากที่พบเห็นเมื่อกุ้งติดเชื้อไวรัสทอร่า (Taura Syndrome Virus) อย่างที่เรียกว่ากลับหน้ามือเป็นหลังมือ กุ้งขาว P. stylirostris เมื่อติดเชื้อ RDS จะมีอัตราการตายสูงมาก ในขณะที่ P. vannamei ความเสียหายกลับขึ้นอยู่กับการจัดการฟาร์มเมื่อกุ้งป่วยมากกว่า ถ้าจัดการดีๆ อาจไม่สูญเสียกุ้งสักเท่าไร

สาเหตุ
โรคแคระแกรน Runt Deformity Syndrome (RDS) เกิดจากเชื้อไวรัส Infectious Hypodermal and Hematopoietic Necrosis Virus (IHHNV) ไวรัส IHHNV มีขนาด 22 นาโนเมตร เป็น DNA virus ที่มีสาย DNA สายเดียว จัดเป็นพวก พาโวไวรัส (parvovirus)

ในกุ้งขาว P. vannamei ที่ติดเชื้อ IHHNV จะก่อให้เกิดกลุ่มอาการ Runt Deformity Syndrome (RDS) ที่มีอาการป่วยที่กระทบต่อผลผลิตของฟาร์มเท่านั้น อาจเรียกว่า เป็นโรคทางเศรษฐกิจก็ว่าได้ โดยโรคนี้จะทำให้การเจริญเติบโตหยุดชะงัก อัตราการเจริญเติบโตลดลง สามารถจับกุ้งป่วยขายได้ โดยกุ้งแข็งแรงจะมีขนาดสม่ำเสมอ สามารถจับมาคัดขนาดและขายในตลาดได้ง่าย ในขณะที่กุ้งติดเชื้อที่อ่อนแอจะมีอัตราการเจริญเติบโตที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แตกไซส์ ผิดขนาดและคัดแยกไซส์ลำบาก ขายไม่ได้ราคา

RDS เป็นปฏิกิริยาตอบสนองระหว่างกุ้งและไวรัสที่ซับซ้อน นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าผลกระทบของเชื้อไวรัสนี้จะรุนแรงเมื่อกุ้งอายุน้อยๆ เช่น ในกุ้งแรกเกิดหรือในบ่ออนุบาล

การระบาด
จากการศึกษาเรื่องการแพร่กระจายเชื้อไวรัสนี้พบว่า นอกจากการกระจายตามปกติในบ่อกุ้ง ทั้งการกินกันเองและการติดเชื้อในน้ำแล้ว อีกทางหนึ่งก็คือ ผ่านทางมูลนก นั่นเอง ซึ่งการกระจายเชื้อระหว่างฟาร์มหนึ่งไปอีกฟาร์มหนึ่งเป็นไปในลักษณะเดียวกันทั้งเชื้อ IHHNV และเชื้อทอร่า

โรคนี้มีถิ่นกำเนิดในเขตมหาสมุทรแปซิฟิคและมหาสมุทรอินเดีย (Indo-Pacific origin) แต่ปัจจุบันพบแพร่กระจายไปทั่วโลกแล้ว โดยทำความเสียหาย ให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งของเม็กซิโก อย่างมหาศาล ประเทศที่พบแล้วคือ ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ เอกวาดอร์ เปรู อเมริกากลาง อเมริกา บราซิล อิสราเอล

ลักษณะอาการ
โรคนี้ทำให้อัตราแลกเนื้อของกุ้งเสียไป แม้จะใช้อาหารที่ดีเหมือนกับกุ้งบ่ออื่นๆ กุ้งที่ติดเชื้อ IHHNV ก็ยังโตไม่เท่ากุ้งปกติ อัตราแลกเนื้อจะสูงขึ้นมาก ทำให้ผู้เลี้ยงขาดทุน น้ำหนักลด เสียค่าใช้จ่ายในการคัดขนาดมาก ซึ่งหากเกษตรกรไม่ดูแลให้ดีแล้วก็ยากที่จะเหลือกำไรจากการเลี้ยงครั้งนั้น

อาการสำคัญคือ ลดการกินอาหาร ลดความอยากอาหาร กุ้งกินกันเอง เพิ่มอัตราการตาย ลอยหัว หมุนควงสว่าน อัตราการตาย 80-90 % ในกุ้งที่ติดโรคจะพบจุดขาวหรือเหลืองหม่น ที่เปลือก โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อของแผ่นปิดช่องท้อง

การป้องกันและรักษา
ในอดีตงานวิจัยทางโรคสัตว์น้ำชี้แนะว่าต้องกำจัดเชื้อ IHHNV ออกจากบ่อที่เกิดโรคให้หมดจึงจะลงมือเลี้ยงรุ่นต่อไป อย่างไรก็ดี วิธีนี้ได้ผลน้อยมาก โดยการใช้ปูนขาวเพิ่ม pH ให้สูงจนเชื้อไวรัสทนไม่ได้ และทำให้ปลอดเชื้อลง แต่ปูนขาวกลับสร้างปัญหาอื่นตามมาและได้ผลไม่แน่นอนอีกด้วย งานวิจัยใหม่ๆ

จึงแนะนำให้ตากบ่อเพื่อให้ความร้อนจากแสงแดดเป็นตัวฆ่าเชื้อแทน ซึ่งก็ได้ผลดีกว่าการเพิ่ม pH โดยปูนขาว

การป้องกันแก้ไขโรคนี้ยังไม่มีวิธีที่เฉพาะเจาะจง อาจเลือกทางหนึ่งก็คือเพาะกุ้งจากแม่กุ้งที่ปลอดเชื้อ (Specific Pathogen-Free) โดยเริ่มจากแม่พันธุ์ที่ปลอดเชื้อผลิตออกมา เป็นกุ้งพีและลงเลี้ยงบ่อดิน ก็จะปลอดเชื้อเช่นกัน ซึ่งทำได้ไม่ยากเพราะแม่พันธุ์กุ้งขาว P. vannamei สามารถเพาะได้ในบ่อดินโดยใช้เวลาไม่นานนัก ซึ่งแม่พันธุ์ในบ่อเลี้ยง จะสามารถควบคุมให้ปลอดเชื้อได้ดีกว่าแม่พันธุ์ที่จับมาจากทะเล

สรุป
จะเห็นได้ว่าโรคกุ้งขาวทั้งสองชนิดสร้างความเสียหายรุนแรงได้หากไม่ระวัง วิธีป้องกันวิธีเดียวคือการใช้ลูกกุ้งที่ปลอดโรคดังกล่าว เพราะโรคนี้เมื่อเป็นแล้ว ไม่มีทางรักษาโดยตรง การที่จะได้ลูกกุ้งที่ปลอดเชื้อก็ต้องได้จากฟาร์มเพาะกุ้งที่มีมาตรฐาน เชื่อถือได้ และฟาร์มที่เลี้ยงแม่กุ้งขึ้นเอง โดยวิธีปลอดเชื้อ ซึ่งเกษตรกรสามารถทดสอบลูกกุ้งที่ซื้อได้โดยการตรวจ PCR โรคทั้งสอง (ผมเชื่อว่ามีการสั่งชุดตรวจ PCR ไวรัสทั้งสองชนิดนี้เข้ามาบ้างแล้ว) จะทำให้การทดลองเลี้ยงกุ้งขาวประสบความสำเร็จดี เท่าที่ทราบข้อมูลจากพื้นที่ ยังไม่พบอาการทอร่าหรือโรคแคระแกรน แต่กลับพบกุ้งขาวป่วยเป็นตัวแดงดวงขาวหลายราย

กลับหน้าหลัก