ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

มองทางออกกุ้งไทยอย่างไร?

ด้วยทีมงานสวัสดีสัตว์น้ำไทย เล็งเห็นว่าในช่วงปัจจุบันธุรกิจกุ้งไทยเราไม่ได้เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงเหมือนก่อน ปัญหาที่เกษตรกรไทยพบคือ ผลิตกุ้งได้แต่ราคาไม่มี ราคากุ้งตกต่ำ และอีกทั้งยังไม่มีทีท่าว่าจะดีดตัวสูงขึ้น พวกเราเลยขอนำข้อมูลที่เป็นมุมมองที่ดีของ ทพ.สุรพล ประเทืองธรรม และ ดร.ผณิศวร ชำนาญเวช มาบอกต่อว่าชาวกุ้งไทยควรจะมีทางออกในรูปแบบใด? เพราะอะไร?


ทพ.สุรพล ประเทืองธรรม
"ถ้าลูกค้าผู้ซื้อกุ้งรายใหญ่มาก (มากกว่า 50%) ของสินค้าของเรา ประสบปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจ และการเงินอย่างรุนแรง ลูกค้าที่เหลือก็มีปัญหาทางเศรษฐกิจการเงิน และประเทศไทยของเราก็ประสบปัญหารุนแรงเช่นเดียวกัน แล้วเราผู้ผลิตกุ้งจะต้องวิตกกังวลต่อผลกระทบอย่างไม่ต้องสงสัย เราควรจะรับมืออย่างไร เพื่อความอยู่รอด
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทย
กุ้งไม่ได้เป็นอาหารจำเป็นหลัก เป็นอาหารที่บริโภค เพื่อความพึงพอใจ และก็ไม่ได้เป็นอาหารราคาประหยัด เมื่อคนมีกำลังซื้อลดลงจะมีการใช้จ่ายเงินอย่างระมัดระวัง และประหยัดมากขึ้น การที่เราจะคาดหวังให้ลูกค้าของเราบริโภคกุ้งมากขึ้น และให้กุ้งมีราคาสูงขึ้นย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก
สรุปสั้นๆ เรื่องผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจต่อพวกเราคือ
- ลูกค้ามีกำลังซื้อลดลง
- ลูกค้าบริโภคกุ้งน้อยลง หรือไม่มากขึ้น อยู่ที่ราคากุ้ง
- ลูกค้าจะซื้อกุ้งในราคาลดลง
ผลดังกล่าวข้างต้นจะส่งผลให้
- การแข่งขันกันขายกุ้งให้กับลูกค้าจะรุนแรง และหนักหน่วงยิ่งขึ้น ซึ่งจะยิ่งกดดันราคากุ้ง
- ถ้าผลผลิตกุ้งโลกมีมาก ก็จะยิ่งกดดันราคาหนักไปอีก
- มาตรการกีดกันสินค้า จะมีมากขึ้นได้ เราก็ต้องเตรียมตัว
ที่นำเสนอมาทั้งหมดข้างต้นนี้รับรองได้ว่า ผู้ที่จะถูกกระทบมากที่สุด คือ ผู้เลี้ยงกุ้งนั่นเองที่จะเป็นผู้รองรับผลกระทบทางด้านราคาทุกอย่าง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
1. ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ให้ดีขึ้นอีกเพื่อหนีคู่แข่ง เพื่อให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง
- ลดต้นทุนแอบแฝง โดยเฉพาะเสียหายจากการเป็นโรค ซึ่งเป็นการป้องกันทุกรูปแบบได้พิสูจน์แล้วว่าป้องกันโรคได้ดี
- ลดต้นทุนอาหาร การจัดการโปรแกรมอาหารที่เหมาะสม ทำให้ FCR ต่ำ และยังเป็นผลดีด้านอื่นๆ อีกมาก
- ลดต้นทุนพลังงาน ยังลดลงได้อีก เปรียบเทียบประสิทธิภาพของเครื่องให้ออกซิเจนแต่ละแบบ ว่าแบบไหนประสิทธิภาพดีกว่า ประหยัดกว่า บริหารการเปิด ปิด เครื่องตีน้ำให้เหมาะสม
- ลงลูกกุ้งในปริมาณพอเหมาะไม่มากเกินไปจะช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงลงได้
- ใช้ธรรมชาติให้เป็นเป็นประโยชน์ เช่นกลางวันแพลงก์ตอนสังเคราะห์แสงได้ออกซิเจนมหาศาลเลี้ยงกุ้งเดือนแรก ใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่อาหารธรรมชาติให้มาก, เลือกฤดูกาลลงกุ้งให้เหมาะสม
2. ทำคอนแทรค(Contract) กับทางโรงงานให้มากขึ้น จะทำให้ผู้ส่งออกสามารถวางแผน
การขายล่วงหน้าง่ายขึ้น จะทำให้ได้ประโยชน์ต่อกัน ทั้งสองฝ่าย
3. หลีกเลี่ยงการลงกุ้งในบางช่วง ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเดือน พ.ค., มิ.ย., ก.ค. ของทุกปีจะ
มีกุ้งออกมาล้นตลาดทำให้ราคาดิ่งลงรุนแรง ถ้าเราช่วยกันเกลี่ยผลผลิตไม่ให้ออกมา
มากในช่วงใดช่วงหนึ่ง ก็จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย เรื่องนี้ผู้เลี้ยงกุ้งทางฝั่งอันดามันจะ
ได้เปรียบ เพราะสามารถเลี้ยงกุ้ง ไม่ให้ผลผลิตไปออกเดือนที่มีปัญหาดังกล่าวได้ไม่ยาก
จึงยิ่งควรใช้ความได้เปรียบนี้ให้เป็นประโยชน์
4. แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เทคนิคกัน ระหว่างผู้เลี้ยงกุ้งอย่างสม่ำเสมอ เพราะเรียนรู้กันไม่จบ และต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นตลอดเวลา การเลี้ยงกุ้งเป็นทั้ง "ศิลป์" และ "ศาสตร์" เรื่องศิลป์ เป็นเรื่องที่เรียนรู้ และถ่ายทอดกันได้ยากกว่าเรื่องศาสตร์
5. ทำงานให้หนักขึ้น ขยันให้มากขึ้น อย่าให้ "ความสำเร็จที่ผ่านมา" แปรเปลี่ยนเป็นความ "ประมาท"
6. ปรับปรุงฟาร์มให้ดูสวยสะอาดตา ถูกสุขลักษณะ
กุ้งเป็นสินค้าส่งออก การแข่งขันในตลาดโลกมีมาก
และรุนแรง ถ้าประเทศใดปรับตัว แข่งกับประเทศอื่นๆ ไม่ได้
ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทั้งในแง่ราคา
คุณภาพ ภาพลักษณ์ และบริการได้ ก็จะต้องสูญเสียตลาดไป
อย่างช่วยไม่ได้ พวกเราในอุตสาหกรรม
ทุกส่วนจึงจำเป็นต้องสามัคคี ส่งเสริมกัน ทำงานหนักมากขึ้น
เพื่อรักษาตลาดของเราไว้ให้ได้นานที่สุด
มีแต่ปัญหา แล้วการเลี้ยงกุ้งยังมีอนาคต หรือไม่?
คำตอบ ยังมีอนาคตที่ดี (เพียงแต่ว่าเราต้องทำงานหนักขึ้น)
เพราะ
1. อาหารทะเล คนถือว่าเป็นอาหารสุขภาพ และยังนิยมบริโภคมากขึ้น
2. การจับจากธรรมชาติ คงไม่สามารถเพิ่มปริมาณได้มากกว่าปัจจุบันได้มาก
3. กุ้งเป็นอาหารทะเลที่มีความได้เปรียบปลา ในหลายประเด็น
- ไม่มีก้าง (ติดคอ)
- สีสัน, สวยงาม, ขนาดพอดีคำ
- เนื้อไม่เปื่อยยุ่ยง่าย
- ใช้ประกอบอาหารได้หลากหลายรูปแบบ
จึงขอสรุปว่ายังมีอนาคตดี ขอให้พวกเราช่วยกันผลิตกุ้ง
ให้ได้มาตรฐาน คุณภาพที่ดีในต้นทุนที่ไม่สูงมาก และมี
ปริมาณพอเหมาะพอควรต่อตลาด รับรองว่าทุกฝ่ายจะได้ผลประโยชน์กันทั่วหน้า"


ดร.ผณิศวร ชำนาญเวช
1. กุ้งไม่ใช่อาหารโปรตีนหลักของชนชาติใดในโลก
ถึงแม้ว่าไทยจะส่งออกกุ้งได้ถึงปีละ เจ็ดแสนแปดหมื่นล้านบาท คิดเป็นน้ำหนักเกือบสองแสนตัน แต่ถ้าเทียบกับเนื้อสัตว์บกอย่างวัว หมูไก่ ยังห่างไกลมาก กุ้งจัดเป็นอาหารฉาบฉวยกินในโอกาสพิเศษ แม้ภาพลักษณ์จะดูดีคือเป็นสินค้าที่ค่อนข้างมีราคา แต่มีจุดอ่อนที่ผู้บริโภคเลิกกินได้ง่ายๆ ไม่ยึดติด จุดนี้น่าเป็นห่วงเพราะในปีที่เศรษฐกิจไม่ดี คนตกงานกันมาก กุ้งจะถูกคัดออกจากรายการอาหารก่อนโปรตีนอื่นที่ราคาถูกกว่า อย่าง ไก่ หรือ ปลาเป็นต้น

ในปีปกติจากการสำรวจของบริษัทที่ปรึกษาด้านการขยายปลีกในสหรัฐฯแม้ว่าในกลุ่มสินค้าประมง กุ้งจะได้รับความนิยมสูงสุด แต่เมื่อเทียบกับโปรตีนเนื้อสัตว์อื่นๆ แล้วถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำ กล่าวคือ ประมาณ 22% ของผู้ที่ตอบแบบสอบถาม เลือกกุ้งว่าเป็นสินค้าที่เคยซื้อในรอบปีที่ผ่านมา เทียบกับไส้กรอก และเนื้อบด ที่อยู่ในระดับสูงกว่า 75% มองในแง่บวกอาจกล่าวว่ากุ้งยังมีโอกาสขยายตัวได้มาก แต่ในแง่ลบคือไม่แพร่หลายเท่าที่ควร ถ้าจะเพิ่มยอดขาย ก็ต้องแข่งขันกับสินค้าที่มีลูกค้าประจำ นิยมชมชอบกันมานาน และราคาต่ำกว่าด้วย
2. มีคู่แข่งทั่วโลก
แต่เดิมไทยเป็นผู้ส่งออกกุ้งกุลาดำรายใหญ่ ไม่มีคู่แข่ง เลี้ยงได้เท่าไรขายได้หมด ราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต่อมาเริ่มมีคู่แข่ง เช่นอินเดีย เวียดนาม เป็นต้น และเมื่อกุ้งกุลาดำมีปัญหาด้านพ่อแม่พันธุ์ ที่สงผลให้ลูกกุ้งไม่แข็งแรง โตช้า ตายง่าย เราเปลี่ยนมาเลี้ยงกุ้งขาวที่มีการคัดพันธุ์มาอย่างดี ได้ผลผลิตต่อไร่สูงมากช่วงแรกขายง่ายเพราะราคถูกกว่ากุ้งกุลาดำ เนื่องจากตัวเล็กกว่าแต่ก็มีคู่แข่งมากทั้งในทวีปเอเชีย แอฟริกา อเมริกากลาง และใต้ ซึ่งยิ่งทำให้ราคาถูกลงไปอีก กุ้งกลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่แทบไม่มีความแตกต่างในตัวสินค้าเอง ผู้ซื้อตัดสินใจที่ราคาถูกเป็นหลัก เมื่อสิบห้าปีก่อน ราคากุ้งกุลาดำส่งออกเฉลี่ยกิโลกรัมละ กว่า 12 ดอลล่าร์ ปีนี้กุ้งขาวราคาเฉลี่ยไม่ถึง 7ดอลล่าร์
3. การบริโภคในประเทศต่ำ


ไม่เพียงแต่สหรัฐฯที่การบริโภคยังน้อยมากเมื่อเทียบกับเนื้อวัว หรือเนื้อไก่ ในประเทศไทยเองทีแต่ละปีผลิตกุงได้ในระดับ 500,000ตัน มีการบริโภคในประเทศต่ำกว่า 50,000 ตัน คือไม่ถึง 10%ทำให้ต้องพึ่งพาการส่งออกมาก และต้องทำตัวเป็น "ผู้ตาม" เพราะไม่มีการวิจัยพัฒนาสินค้า ได้แต่รอให้ลูกค้ากำหนดรายละเอียดสินค้าที่ต้องการ ระดับคุณภาพสินค้าส่งออกสูงกว่าสินค้าที่บริโภคในประเทศ ทำให้มาตรฐานของประเทศไม่เป็นที่ยอมรับของลูกค้าในต่างประเทศ นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราถูกบังคับให้ทำ "มาตรฐาน" หลากหลาย ตั้งแต่ ABC ไปจนถึง XYZ ถ้าเรามีการบริโภคในประเทศสูงขึ้นถึงระดับหนึ่ง ราคากุ้งจะมีเสถียรภาพมากขึ้น และยังส่งผลให้มีการพัฒนาสินค้าภายในประเทศให้ก้าวหน้ากว่าสินค้าส่งออก เพิ่มโอกาสการสร้างแบรนด์ อย่างที่หลายฝ่ายแนะนำ
4. ส่งออกกระจุกตัว
กุ้งไทยที่ส่งออกไปในปี 2551 ไปสหรัฐฯ 50% ญี่ปุ่น20% สหภาพยุโรป10% แคนาดา16% โดยน้ำหนักนับเป็นการกระจุกตัวของตลาดที่น่าเป็นห่วง เมื่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มีปัญหาย่อมส่งผลกระทบรุนแรง อย่างที่กำลังเริ่มเป็นจริงในวันนี้
จากการที่กุ้งไทยส่งเข้าสหรัฐฯ เป็นหลัก ทำให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของกุ้งไทยเน้นคล้อยตามกระแสนิยมของผู้บริโภคในประเทศนี้ กล่าวคือ ต้องการความสะดวกเป็นอันดับแรก โดยในด้านคุณภาพกุ้งไม่ให้ความสำคัญเท่าตลาดญี่ปุ่น หรือยุโรป แม้ว่าไทยจะมีจุดแข็งด้านการแปรรูป และ บรรจุภัณฑ์ทำให้จับตลาดสหรัฐฯได้ดี แต่จุดนี้ทำให้พัฒนาการด้านอื่นของสินค้ากุ้งไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร
นอกจากข้อสังเกตทั้ง4 ข้อที่บ่งเฉพาะกุ้งนี้แล้ว ยังมีแนวโน้มโดยรวมสินค้าอาหารทั่วโลก ที่เพิ่มความต้องการจากระดับ "อาหารปลอดภัย" มาเป็น "อาหารสุขภาพ" และ "ความรับผิดชอบต่อสังคม" ที่อุตสาหกรรมกุ้งไทยต้องปรับตัวให้ทัน เพื่อความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
แนวทางเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืน


ในด้านเทคนิค หรือ วิธีการเลี้ยง ผมเชื่อว่าภาคเกษตรกรผู้ผลิต มีความรู้ความสามารถ เชี่ยวชาญมากกว่าผู้แปรรูปอย่างแน่นอน สิ่งที่พอให้คำแนะนำได้จากมุมมองของผู้ส่งออกที่ต้องรวบรวมกุ้งไปแปรรูปให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า คือ
1.ควรมีผลผลิตสม่ำเสมอ ซึ่งขยายความได้ว่าต้องเลี้ยงรอด คาดหวังได้ว่าจะมีกุ้งให้จับได้ในช่วงเวลาไหน ปริมาณมากน้อยขึ้นอยู่กับลักษณะการขาย ถ้าต้องการขายเข้าโรงงานควรมีปริมาณกุ้งมากพอให้คุ้มกับการรวบรวมจับ แต่ไม่ควรเลี้ยงมากจนเกินขีดความสามารถของต้นและพื้นที่เลี้ยง
2. ขายต้องมีกำไร เพราะหากขายขายดทุนย่อมไม่ยั่งยืน จุดนี้เริ่มมีปัญหา เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ทราบราคาขายล่วงหน้า อาจจะดูราคา ณ วันลงกุ้งว่าน่าจะขายได้มีกำไร แต่เมื่อเลี้ยงไปจนกุ้งโตได้ขนาดราคากลับตกต่ำกว่าที่คาดทำให้ขาดทุน ซึ่งแนวทางแก้ไขคือ การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามที่กระทรวงเกษตรประกาศเป็นนโยบายไว้แล้ว

3. ศึกษาติดตามวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีการเลี้ยง ไม่ควรเสี่ยงลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง การจะปรับเปลี่ยนแหล่งลูกกุ้ง อาหารกุ้ง วิธีการเลี้ยง ควรตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัด แลกเปลี่ยนข่าวสารกันในหมู่ผู้เลี้ยง เพื่อความแข็งแรงของอุตสาหกรรมโดยรวม
4. สร้างความเชื่อมโยงในห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ คือ ผู้ผลิต ถึงปลายทางคือ ผู้ส่งออก ความเชื่อมโยงนี้ นอกจากการส่งมอบตัวสินค้าตามลำดับแล้ว ยังหมายถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง รวดเร็ว ใช้ช่วยในการตัดสินใจทันการ


สรุปและเรียบเรียงโดย เอกอนันต์ ยุวเบญจพล
นำขึ้นแสดงเมื่อวันที่ 9/0ุ9/2009
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster

สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด