
ข้อดีของคนเลี้ยงกุ้งไทย คือ การได้พูดได้คุย
การแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันโดยไม่ค่อยจะได้ปิดได้บังอะไรมากมาย
ยิ่งถ้าคุยภาษากุ้งเหมือนกันแล้วยิ่งสบายเลย อะไรที่ใครลองทำแล้วไม่ดีก็บอกว่าไม่ดีนะ
ส่วนพวกที่ลองแล้วเข้าท่าเข้าทางก็ต้องยิ่งบอกต่อกันไป
วันนี้ก็เป็นอีกวันที่จะขอเข้าไปเปิดใจคนเลี้ยงกุ้งขาวในเขตลิเล็ด อำเภอพุนพิน
จังหวัดสุราษฏร์ธานี ที่มีความสุขกับการเลี้ยงกุ้งขาวอย่างเข้าใจและรู้ทัน ที่มีชื่อว่า
คุณยุทธยา ชัณจุกรณ์ หรือที่คนรู้จักกันมักเรียกชื่อเล่นว่า
พี่ปิ๋ว เกษตรกรท่านนี้ยึดอาชีพการเลี้ยงกุ้งทะเลมานานเหลือเกินตั้งแต่เป็นกุ้งกุลาดำจนปัจจุบันเป็นกุ้งขาวแวนนาไม
รวมเบ็ดเสร็จทำอาชีพนี้มากว่า 20 ปี ซึ่งการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมนี้เองที่ทำให้พี่ปิ๋วคิดว่าอาชีพเลี้ยงกุ้งนั้นเราสามารถยึดเป็นอาชีพที่ยั่งยืนและสามารถส่งผ่านไปยังรุ่นต่อรุ่นได้
เพราะมองเห็นว่ากุ้งขาวชนิดนี้ในต่างประเทศนั้นเขาเลี้ยงกันมานานและยังมีการพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์อยู่เสมอ
การเลี้ยงกุ้งของพี่ปิ๋วนั้นไม่ได้ทำอย่างใหญ่โตเกินตัวเกินกำลัง ทำเท่าที่คิดว่าตัวเองสามารถดูแลได้
ซึ่งปัจจุบันพี่ปิ๋วมีกุ้งทั้งหมด 9 บ่อ โดยมีบ่อขนาด10ไร่ 2บ่อ ขนาด8ไร่ 1บ่อ
และ5-6ไร่อีก6บ่อ การเลี้ยงกุ้งขาวของพี่ปิ๋วนั้นจะเน้นเลี้ยงกุ้งขาวระบบปิดนานสองเดือนจากนั้นจึงทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำตามความเหมาะสม
ลองตามติดข้อมูลที่เรานำมาเสนอนะครับจะเข้าใจว่าทำไมเวลาที่ใครเจอหน้าพี่ปิ๋วก็มักจะเห็นรอยยิ้มของพี่เขาอยู่เสมอ
(พี่ปิ๋วมีรอบการเลี้ยงกุ้งขาว 2-3 รุ่นต่อปีครับ)
การเตรียมบ่อ หลังจับกุ้งไปแล้ว ถ้าเลนไม่รวม ก็จะเอาเลนขึ้นหรือเอาเลนออก แต่ถ้าจับกุ้งแล้วเลนรวมดีก็จะใส่จุลินทรีย์ในกองเลนแล้วตากบ่อ4-5วัน
ทำแบบนี้จะพบว่าเลนกลางบ่อจะมีสภาพที่ดีขึ้นคือสีเลนเปลี่ยนและไม่มีกลิ่น จากนั้นก็เติมน้ำเข้าบ่อโดยผ่านการกรองเพื่อลดปริมาณสัตว์น้ำจากภายนอก
(หากสงสัยว่าทำไมไม่เติมปูนขาวตอนตากบ่อ คำตอบคือ ทางฟาร์มไม่ใส่ปูนขาวในพื้นบ่อเพราะเราเลี้ยงกุ้งมานานแล้ว
ดินค่อนข้างอยู่ตัว ค่าพีเอชดินก็เลยโอเคนั่นเอง เรื่องปูนขาวเราไว้ปรับค่าพีเอชน้ำตอนเตรียมน้ำก่อนปล่อยกุ้งน่าจะเหมาะกว่า)
น้ำที่เอาเข้าบ่อในเขตนี้มีความเค็มค่อนข้างต่ำเพราะมีอยู่ระหว่าง 5-12 พีพีที
(พี่ปิ๋วแอบกระซิบว่าถ้าให้บอกว่าชอบเลี้ยงกุ้งขาวในความเค็มเท่าไหร่ในใจมีไว้เลยว่าอย่าเกิน
10 พีพีทีเพราะถ้าความเค็มเกิน10 พีพีที โรคเรืองแสงจะมาหาได้ง่ายนั่นเอง)
เข้าเรื่องการเตรียมน้ำเตรียมบ่อต่ออีกหน่อย หลังเติมน้ำผ่านถุงกรอง 2 วันก็เต็มบ่อแล้ว
เราจึงส่งน้ำไปตรวจวัดค่าพีเอชถ้าต่ำก็ค่อยใส่ปูนขาวปรับค่าพีเอช โดยเราขอให้เฉลี่ยแล้วไม่ต่ำกว่า8
จากนั้นก็เติมหรือใส่ยาฆ่าพาหะ ถัดจากวันที่ใส่ยาฆ่าพาหะหนึ่งวัน จะใส่กากชาเพื่อฆ่าปลาที่หลุดเข้ามาในบ่อ(แถวนี้มีปลาแขยงเยอะ)
อัตราการใส่กากชาคือ 25 กิโลกรัมต่อไร่ พี่ปิ๋วแอบกระซิบต่อว่า ทางฟาร์มยังทำอาหารธรรมชาติหรือสร้างสัตว์หน้าดินให้บ่อโดยการเติมจุลินทรีย์อีเอ็มที่ได้หมักไว้
(สูตรการหมักอีเอ็มคือ อีเอ็ม1 ลิตรต่อกากน้ำตาล 2-3กิโลกรัม) ใส่อีเอ็มในบ่อวันเว้นวันโดยเริ่มใส่อีเอ็มหลังใส่ยาฆ่าพาหะ3
วัน นอกจากจะใส่อีเอ็มแล้วยังใช้เทคนิคลากโซ่ในการเตรียมน้ำและจะหยุดลากโซ่ก่อนปล่อยลูกกุ้ง
3วัน ในปรุงแต่งน้ำนั้นนอกจากสิ่งที่บอกมาข้างต้นแล้วก็จะใส่ปูนขาวปรับค่าพีเอช
ใส่ปูนโซเดียมไบคาร์บอเนตเพื่อเพิ่มค่าอัลคาไลน์หากยังไม่เหมาะสม ส่วนยิบซั่มเพื่อทำสีน้ำให้สวยขึ้น
แล้วคุณภาพน้ำที่ฟาร์มต้องการก่อนปล่อยกุ้งคือ พีเอชเช้า 7.7 บ่าย8 ส่วนค่าอัลคาไลน์นั้นก็ต้องได้
100 พีพีเอ็มขึ้น ความกระด้างต้องทำให้ได้1,000 พีพีเอ็ม อีกทั้งค่าไนไตรท์และแอมโมเนียควรไม่มี
การสั่งลูกกุ้งเพื่อปล่อยในบ่อ จะเริ่มสั่งหลังจากลงยาฆ่าพาหะแล้ว12-15 วัน สำหรับเรื่องการใส่ยาฆ่าเชื้อโรคในบ่อก่อนเลี้ยงนั้นพี่ปิ๋วเองก็บอกว่าจะใส่เป็นบางบ่อ
บ่อไหนมีประวัติการเลี้ยงง่ายก็ไม่ใส่ หากจะบ่อไหนมองว่าต้องใส่ก็จะใส่ก่อนปล่อยลูกกุ้ง2-3วันครับ
เรื่องของการตีน้ำ ทางฟาร์มจะมีความพร้อมในเรื่องนี้ตั้งแต่เติมน้ำเต็ม และจะมีการเปิดสลับกันเพื่อรักษาสมดุล
รักษาแพลงก์ตอนที่เกิดขึ้นในบ่อในช่วงเตรียมน้ำก่อนปล่อยกุ้ง
การปล่อยลูกกุ้ง อัตราการปล่อยที่เห็นว่าเหมาะกับพื้นที่ที่เลี้ยงกุ้งด้วยน้ำความเค็มต่ำแบบนี้
คือ ประมาณ 7หมื่นถึง1 แสนตัวต่อไร่

โดยมีเงื่อนไขอีกนิดว่าหากปล่อยกุ้งในอัตราดังกล่าวเมื่อเลี้ยงไปได้ระยะหนึ่งกุ้งในบ่อเริ่มมีแผลเนื่องจากมีการแทงกัน(กุ้งมันแน่นบ่อ)ก็จะทำการจับออกบางส่วนหรือเอาออกไปครึ่งบ่อ(พาเชี่ยล)
แล้วจึงเลี้ยงต่อไปอีกจนได้ไซส์จึงจับยกบ่อ ตัวอย่างที่พี่ปิ๋วยกให้เราเห็นคือ
บ่อ6 ซึ่งมีขนาดบ่อประมาณ 6ไร่ปล่อยกุ้งไป4.5แสนตัวต่อบ่อพอ80วันกุ้งได้ไซส์75ตัว/กก.
กุ้งเริ่มมีแผลประเมินมีกุ้งอยู่ในบ่อก่อนพาเชียล10 ตันจึงจับออกขายครึ่งหนึ่งแล้วเลี้ยงต่อไปจนได้ขนาด45ตัว/กก.ก็จับยกบ่อ
คำถามโดนใจคือ ทำไมปล่อยกุ้งแค่ 7หมื่นถึง1แสนตัวต่อไร่? ทำไมไม่ปล่อยให้แน่นกว่านี้เหมือนคนทั่วไป?คำตอบพร้อมรอยยิ้มจากพี่ปิ๋วคือ
จะปล่อยกุ้งมากหรือกุ้งน้อยพอสังเกตุเวลาจับกุ้งออกมาจำนวนตันก็จะพอๆกันแต่ถ้าปล่อยบางลงหน่อยจำนวนตันได้เท่าคนอื่นแต่ตัวกุ้งของเราใหญ่กว่า
อีกทั้งเลี้ยงสั้นกว่าด้วย ทำไมต้องปล่อยหนาแน่นด้วย อีกทั้งหากปล่อยบางถ้าฟาร์มเพาะเขาใจดีแถมมาเยอะก็ค่อยพาเชียล
แล้วเลี้ยงจับตัวใหญ่ได้อีก ว่าไหม๊?
การเลือกลูกกุ้งที่จะนำมาปล่อยในฟาร์มแห่งนี้ จะเลือกลูกกุ้งจากฟาร์มเพาะที่เชื่อถือได้ตัวอย่างเช่นฟาร์มเพาะลูกกุ้งไทยยูเนี่ยนแฮทเชอรี่
ที่พังงา เพราะเคยไปดูฟาร์มเขามาแล้วมีระบบที่ดีมาก พี่ปิ๋วบอกทีมงานว่าพี่จะบอกให้เขาส่งกุ้งมาปล่อยในช่วงกลางวัน
หรือบ่าย เพราะลูกกุ้งที่ปล่อยในช่วงนี้จะช่วยป้องกันลูกกุ้งลอกคราบ อีกทั้งออกซิเจนในบ่อมีเหลือเฟือนั่นเอง
สังเกตจากผลการเลี้ยงที่ผ่านมาหลายๆรอบแล้ว
การให้อาหาร พี่ปิ๋วจะให้อาหาร4มื้อตั้งแต่เริ่มปล่อยจนจับขาย
โดยให้เวลา 7.00 น. 12.00น. 17.00น.(ห้าโมงเย็น) และ 21.00น.(สามทุ่มหรือตีเก้ากลางคืนของคนใต้)
เริ่มต้นการให้อาหารวันแรกให้อัตรา 1 กิโลกรัมต่อกุ้ง1แสนตัวต่อมื้อ จากนั้นในวันถัดไปก็จะเพิ่มให้วันละ100กรัมหรือที่เข้าใจง่ายๆคือ
1 ขีดต่อกุ้ง1แสนตัวต่อวัน จนเช็คยอออก ซึ่งปกติจะเช็คยอได้ที่24วัน(อ้อลืมบอกไปว่า10วันก็เริ่มวางยอได้แล้ว)
การเช็คยอ ช่วงแรกจะเช็คยอที่ 1 กรัม/อาหาร1 กิโลกรัมต่อยอ (มี4ยอ) เช็คยอที่
3 ชั่วโมง
ในเดือนที่2 จนจับขายจะปรับโดยใส่อาหารในยอ 1กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัมต่อยอ แต่จะปรับเช็คที่
2ชั่วโมงครึ่ง
การจัดการอื่นๆระหว่างการเลี้ยง
-ส่งตรวจน้ำทุกสัปดาห์ ตั้งแต่กุ้งอายุได้2 เดือน (ตรวจฟรีที่ร้านแอนอินเตอร์ฟีด)
-ให้กุ้งกินอาหารกุ้งขาวนานามิตลอดการเลี้ยง
-ผสมวิตามินซีในอาหารให้กุ้งกินตั้งแต่กุ้งมีอายุได้ 10 วันจนถึงกุ้งได้ 1 เดือนก้อจะหยุดผสม
อ้อ! อีกนิดคือตอนผสมวิตามินซีจะเอากล้วยน้ำว้าเป็นตัวเคลือบอาหารแถมอุดมด้วยคุณค่าทางอาหารของกล้วย
-ไว้ใจคนเลี้ยงกุ้งเช็คยอเอง เพราะเขาเข้าใจและรู้จริงว่าเขาใส่ยอแค่ไหนเท่าไหร่
เมื่อเช็คยอกุ้งกินจริงหรือไม่กินเขารู้เอง
-เวลาเช็คยอดูกุ้งแข็งแรง คือ เนื้อกุ้งต้องตัวใสไม่ขุ่น เต้นดี ไม่ติดยอคือรีบหนีออกจากยอ
เห็นขี้กุ้งชัดเจนในยอ (ชอบยกยอตอนกลางวัน)
-พอกุ้งที่เลี้ยงอายุได้ 1 เดือนก็จะมีการเอาดีเกลือ ผสมในอาหารกุ้งอัตรา ดีเกลือ1
กิโลกรัมต่ออาหารกุ้ง 100 กิโลกรัม และจะให้แบบนี้ในช่วงปกติโดยให้วันละหนึ่งมื้อเท่านั้น(เลือกให้มื้อเที่ยง)
ส่วนในช่วงหน้าฝนจะให้สองมื้อคือมื้อเที่ยงกับมื้อเย็น
-ระหว่างเลี้ยงหากน้ำในบ่อมีแอมโมเนียขึ้น หรือไนไตรท์ขึ้น ก็จะใส่จุลินทรีย์ในบ่อ
-ถ้าเลี้ยงกุ้งไปแล้วพบว่ากุ้งในบ่อแน่น เริ่มมีแผล ก็จะทำการจับออกครึ่งบ่อเพื่อลดปริมาณกุ้งและจะได้ทำไซส์ใหญ่ต่อ
-มีการบันทึกทุกการกระทำในบ่อ ลงสมุดบันทึก
การเจริญเติบโตของกุ้งในบ่อพี่ปิ๋วที่มีการย้ำรอยเดิมมาสามปีแล้วคือ 2เดือน 100
ตัว/กก. พอ3เดือน 55-60 ตัว/กก. และ 4 เดือน 45-50 ตัว/กก.
ส่วนอัตราแลกเนื้อที่ได้คือ ไซส์100 ตัว/กก. คือ 1.1
ส่วนในช่วงที่ไซส์ 60 ตัว/กก, คือ 1.3
ส่วนที่ไซส์ 50 ตัว/กก. คือ 1.45
สุดท้ายของการพูดคุยคือ ถามพี่ปิ๋วว่าจะฝากบอกอะไรให้กับเพื่อนเกษตรกรที่อ่านบทความนี้
พี่เขาก็บอกว่าพร้อมที่จะคุยและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับทุกท่าน และยินดีต้อนรับเพื่อนเกษตรกรที่ต้องการจะมาเยี่ยมชมฟาร์ม(ที่ไม่ได้ใหญ่โตแห่งนี้)
พร้อมเสียงหัวเราะอย่างจริงใจของพี่ปิ๋ว
เอาละลองมาย้อนมองและสรุปว่าพี่ปิ๋วทำอย่างไรจึงเลี้ยงกุ้งขาวอย่างสบายใจ -ปล่อยกุ้งไม่แน่นมาก
หากมีกุ้งในบ่อมากแบบไม่ตั้งใจเมื่อเลี้ยงกุ้งไปแล้วกุ้งเริ่มมีแผลเพราะกุ้งแน่นก็จะพาเชียลออกครึ่งบ่อก่อน
จากนั้นก็เลี้ยงทำไซส์ใหญ่ต่อไป
-เตรียมน้ำให้ได้ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ก่อนปล่อยกุ้ง และเฝ้าระวัง&ปรับปรุงคุณภาพน้ำตลอดการเลี้ยง
-สร้างสัตว์หน้าดินหรืออาหารธรรมชาติในบ่อให้ได้ก่อนปล่อยกุ้ง
-ผสมดีเกลือในอาหารวันละมื้อ(เหตุผลเพราะมองว่าเป็นเขตเลี้ยงในพื้นที่ความเค็มต่ำ)
อีกทั้งพี่ปิ๋วเล่นมาบอกพวกเราว่าดีเกลือที่ซื้อมานั้นไม่ได้ซื้อมาจากร้านขายสารเคมีหรือร้านค้าทั่วไป
แต่พี่ปิ๋วซื้อมาจากร้านขายยาของคนเรานี้ล่ะในจังหวัดสุราษฏร์ธานี
-เทคนิคสุดท้ายที่ฝากไว้คือ เวลาจับกุ้งจะทำน้ำให้มีค่าพีเอชสูง และอัลคาไลน์สูงในวันก่อนจับและวันจับ
เพื่อไม่ให้กุ้งลอกคราบระหว่างจับนั่นเอง
อ่านถึงตรงนี้ หวังว่าอะไรที่ดีก็ช่วยบอกต่อและต้องขอขอบคุณทุกข้อมูลที่พี่ปิ๋วให้กับเราและพร้อมให้เราได้นำข้อมูลมานำเสนอเพื่อนผู้อ่านและมองในมุมมองการเลี้ยงของพี่ปิ๋ว
ขอบคุณมากๆครับ
สรุปและเรียบเรียงโดย เอกอนันต์
ยุวเบญจพล (ฝ่ายวิชาการ บ.ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จก)
นำขึ้นแสดงเมื่อวันที่
2/0ุ7/2552
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย
www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล
webmaster
สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์
จำกัด