
แนวทางการเลี้ยงกุ้งในปี
2552

โดย
ดร. ชลอ ลิ้มสุวรรณ
ศูนย์วิจัยธุรกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
การเลี้ยงกุ้งในปีฉลู (2552) หรือปีวัว คงจะเป็นอีกปีหนึ่งที่ผู้ประกอบการทุกภาคส่วนต้องมีการเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาต่างๆ
มากกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศผู้ซื้อกุ้งที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา
สหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่น ต่างประสบปัญหาเศรษฐกิจถดถอย (recession) มาตั้งแต่ช่วงปลายปี
2551 และความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญต่างคาดคะเนหรือประเมินไว้ว่าวิกฤติทางการเงินครั้งนี้จะรุนแรงมาก
และต้องใช้เวลานานกว่าเศรษฐกิจโลกจะกลับฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้ง แม้ว่าทุกประเทศจะใช้มาตรการทางการเงินและการคลังอัดฉีดเงินจำนวนมากเข้าไปพยุงไม่ให้สถาบันการเงินและอุตสาหกรรมที่สำคัญของตนเองต้องล้มละลาย
แต่ผลกระทบที่ออกมากทุกวันยังเป็นไปในทิศทางที่เลวลง โดยพิจารณาจากการปลดพนักงาน
(lay off) จากบริษัทต่างๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำลายสถิติการว่างงานกันทุกสัปดาห์ในแต่ละประเทศต่างๆ
ทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา แม้กระทั่งประเทศจีนซึ่งเศรษฐกิจที่ผ่านมามีการเจริญเติบโตสูงมากแต่เริ่มมีสัญญาณลดลงมาตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี
2551 และในปี 2552 ก็คงจะลดลงมากกว่าที่ผู้เชี่ยวชาญเคยประเมินไว้มาก สำหรับประเทศไทยคงจะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การส่งออก อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ อิเล็กโทรนิค
และสิ่งของฟุ่มเฟือยจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ในขณะที่อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งซึ่งส่วนใหญ่เป็นการส่งออกคงจะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน
เมื่อผู้ซื้อตกงานกันมาก มีรายได้ลดลง การบริโภคก็จะลดลงตามไปด้วย โดยเฉพาะสินค้าประเภทที่มีราคาแพง
แนวทางการผลิตกุ้งในปี 2552 น่าจะเป็นไปในลักษณะประคองตัวเองตามสภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังถดถอย ไม่ควรตั้งเป้าหมายในการขยายตัวหรือเพิ่มการผลิต ทุกภาคส่วนคงต้องทำความเข้าใจถึงปัญหาร่วมกันที่จะนำพาให้อุตสาหกรรมนี้ผ่านไปได้ แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่อย่างน้อยในช่วงปลายปี 2551 ถึงต้นปี 2552 การส่งออกกุ้งกุลาดำที่มีชีวิตหรือกุ้งอ๊อคไปยังประเทศจีนมีราคาค่อนข้างสูงมาก ในทุกปีของช่วงเวลาที่อากาศหนาว กุ้งมีชีวิตหรือกุ้งเป็นในประเทศจีนไม่มี จึงเป็นโอกาสดีของกุ้งจากไทย ถ้าอากาศหนาวปีนี้นานกุ้งอ๊อคก็จะได้มีโอกาสส่งออกได้มากขึ้น แม้ว่าปริมาณจะไม่มากมายนักเมื่อเทียบกับปริมาณผลผลิตรวมในแต่ละปีก็ตาม
สำหรับงานวิจัยในรอบปีที่ผ่านมาซึ่งในส่วนที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์มากสำหรับการเลี้ยงกุ้ง คือแนวทางการป้องกันโรคไวรัสดวงขาว ซึ่งในทุกปียังคงทำความเสียหายแก่ผู้เลี้ยงกุ้งมากที่สุด โดยเฉพาะในช่วงที่อุณหภูมิต่ำ ในส่วนของงานวิจัยที่คิดว่าช่วยทำให้กุ้งขาวมีคุณค่ามากขึ้น คือการพัฒนาคุณภาพสีให้เพิ่มขึ้นหลังจากต้มสุกแล้วด้วย วิธีการที่ง่ายและไม่เพิ่มค่าใช้จ่าย รวมทั้งปัญหาหรือสิ่งที่หลายคนกลัวกันมาก คือการปนเปื้อนของเมลามีนในอาหารกุ้งที่ในแต่ละประเทศมีการตรวจพบการปนเปื้อนของเมลามีนจากวัตถุดิบที่นำเข้าจากประเทศจีนเพื่อที่ใช้ทำเป็นอาหารสัตว์และมนุษย์ ความจริงปัญหาเรื่องนี้เกิดขึ้นมาประมาณ 3 ปีมาแล้ว ในประเทศสหรัฐอเมริกา คือ สุนัขและแมวที่กินอาหารมีการปนเปื้อนเมลามีนและกรดไซยานูริค เกิดภาวะไตวายตายเป็นจำนวนมาก ในบ้านเรามีการตรวจสารเมลามีนและมีการยืนยันจากกรมประมงเมื่อเร็วๆ นี้ว่าไม่มีการปนเปื้อนของเมลามีนในอาหารสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นข่าวที่ดีสำหรับอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในบ้านเรา แต่อย่างไรก็ตามถ้าย้อนกลับไปสัก 2 ปี ในช่วงที่มีรายงานการปนเปื้อนสารเมลามีนในอาหารชนิดต่างๆ ที่วัตถุดิบมาจากประเทศจีน ในตอนนั้นไม่มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง เพิ่งมามีการตรวจกันมากขึ้นในเวลาต่อมาว่ามีการปนเปื้อนสารเมลามีนมากพอสมควร โดยเฉพาะในอาหารหมู ซึ่งคงจะจำกันได้ว่ามีรายงานในช่วงเวลานั้นว่ามีลูกหมูตายเป็นจำนวนมาก โดยไม่ทราบสาเหตุ เรื่องเมลามีนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมจะนำเสนอผลงานการทดลองในห้องปฏิบัติการ เพื่อเป็นแนวทางแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไว้สังเกตดูว่าถ้ามีเมลามีนในอาหารกุ้งจะมีอาการอย่างไร สำหรับนักวิชาการจะตรวจยืนยันได้อย่างไร ก็คงจะเป็นประโยชน์ในการป้องกันในอนาคตคือรู้ก่อนได้เปรียบก่อน นอกจากนั้นผมยังทำการวิจัยในเรื่องผลของอุณหภูมิน้ำต่อการกินอาหารของกุ้งขาวแวนนาไม เพราะรู้ว่าปลายปีที่ผ่านมา (2551) จนถึงต้นปี 2552 อากาศน่าจะหนาวนานกว่าทุกปีเนื่องจากในปี 2551 มีฝนตกแทบทุกวัน จากประสบการณ์ของผู้อาวุโสมักจะพูดกันว่าปีไหนน้ำมากปีนั้นจะหนาวมากและนาน ก็คงจะจริงเพราะที่ผ่านมาปีที่หนาวไม่น้อยเลยทีเดียว ใครที่มีกุ้งในบ่อช่วงนั้นคงจะทราบดีว่ากุ้งกินอาหารมากหรือน้อย และหน้าแล้งปีนี้ก็น่าจะร้อนจัดหลายพื้นที่อุณหภูมิของน้ำน่าจะสูงขึ้นกว่าปกติ
เกริ่นกันมานานพอสมควร ให้มองเห็นว่าปีนี้ผมจะเขียนหรือพูดเกี่ยวกับอะไรบ้าง เป็นการโหมโรงเพื่อให้อยากติดตามในเนื้อหาซึ่งผมจะสรุปให้เข้าใจง่าย โดยไม่พยายามใช้คำศัพท์ที่โดยทั่วไปใช้สำหรับนักวิชาการ นอกจากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะหาคำที่จะแปลเป็นภาษาไทยไม่ได้อาจจะต้องใช้ทับศัพท์บ้าง
การศึกษาผลของอุณหภูมิน้ำต่อการเกิดโรคไวรัสดวงขาว

การศึกษาผลของอุณหภูมิของน้ำที่แตกต่างกันต่อการติดเชื้อไวรัสดวงขาวในกุ้งขาวแวนนาไมน้ำหนัก
5-6 กรัม โดยการเลี้ยงกุ้งในน้ำที่มีอุณหภูมิคือ 24+1, 28+1 และ 32+1 องศาเซลเซียสแล้วให้กุ้งกินหรือแช่หรือฉีดเชื้อไวรัสดวงขาว
พบว่า กุ้งที่ 24+1 และ 28+1 องศาเซลเซียส ตายหมด ภายใน 7วัน หลังจากได้รับเชื้อและให้ผลตรวจพีซีอาร์เป็นบวก
แต่กุ้งที่ 32+1 องศาเซลเซียส ไม่มีการตายและให้ผลตรวจพีซีอาร์เป็นลบ และการทดลองต่อมาได้นำกุ้งขาวแวนนาไมระยะโพสลาร์วา
10 (พี 10) และกุ้งขาวน้ำหนัก 5-6 กรัม เลี้ยงในน้ำที่มีอุณหภูมิ 32+1 องศาเซลเซียส
และให้กินหรือแช่เชื้อไวรัสดวงขาว หลังจากนั้น 1, 3, 5 และ 7 วัน จึงลดอุณหภูมิลงเป็น
28+1 องศาเซลเซียส พบว่า มีเพียงกุ้งที่ให้กินหรือแช่เชื้อไวรัสดวงขาวที่เลี้ยงในน้ำที่มีอุณหภูมิ
32+1 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 7 วัน ก่อนลดอุณหภูมิเป็น 28+1องศาเซลเซียส เท่านั้น
ที่ไม่มีการตายและให้ผลตรวจพีซีอาร์เป็นลบ ผลจากการศึกษาครั้งนี้ เมื่อนำไปใช้ในทางปฎิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม
วิธีที่ผมคิดว่าง่ายที่สุดในการลดหรือป้องกันปัญหาจากโรคดวงขาว คือ ลูกกุ้งที่จะนำไปเลี้ยงในบ่อ
ในช่วงที่อนุบาลในโรงเพาะฟักอย่างน้อย 7 วันสุดท้าย ควรจะควบคุมอุณหภูมิของน้ำในบ่ออนุบาลให้อยู่ที่
32+1 องศาเซลเซียส คิดว่าถ้ามีการปนเปื้อนไวรัสดวงขาวในลูกกุ้งบางส่วนที่อุณหภูมิระดับนี้ไวรัสจะถูกกำจัดไปเอง
จากนั้นนำลูกกุ้งไปเลี้ยงในระบบที่มีการป้องกันอย่างดีไม่น่าจะเกิดโรคนี้ในระหว่างการเลี้ยง
ผลของอุณหภูมิต่อการกินอาหารของกุ้งขาวแวนนาไม
เนื่องจากต้นทุนในการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมจากค่าอาหารจะสูงที่สุดประมาณครึ่งหนึ่งของต้นทุนในการผลิตทั้งหมด
การให้อาหารน้อยเกินไป กุ้งอาจจะโตช้าเสียเวลาในการเลี้ยงนานเกินไป ต้นทุนจะสูงขึ้นตามไปด้วย
แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าให้อาหารมากเกินไป กุ้งอาจจะโตดีในระยะแรกแต่หลังจากมีอาหารเหลือสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ
จะส่งผลให้คุณภาพน้ำและสภาพต่างๆ ในบ่อค่อยๆ ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงโดยรวมในระยะยาว
และทำให้ต้นทุนสูงเพิ่มมากขึ้นด้วย ดังนั้นการให้อาหารที่พอดีนอกจากจะทำให้กุ้งมีการเจริญเติบโตดีแล้วยังประหยัดเวลาและอาหารทำให้ต้นทุนในการเลี้ยงไม่สูง
เนื่องจากกุ้งเป็นสัตว์เลือดเย็น อุณหภูมิของตัวกุ้งจะเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิของน้ำและมีผลต่อการกินอาหารมาก
อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการกินอาหารของกุ้งขาวอยู่ระหว่าง 28-30 องศาเซลเซียส เมื่ออุณหภูมิต่ำกุ้งจะกินอาหารช้าลงและลดลงในขณะเดียวกันการย่อยอาหารก็ช้าลง
ในทางกลับกันถ้าอุณหภูมิของน้ำสูงขึ้น กุ้งจะมีการกินอาหารเร็วขึ้นและมากขึ้น
การขับถ่ายจะรวดเร็วมากขึ้นด้วย ถ้าอุณหภูมิของน้ำจะสูงเกิน 30 องศาเซลเซียส
กุ้งจะกินอาหารมากแต่การขับถ่ายออกเร็วกว่าปกติ จะทำให้สิ้นเปลืองอาหาร เพราะอาหารบางส่วนอาจจะยังไม่ได้นำไปใช้เต็มที่
เนื่องจากกุ้งมีลำไส้สั้นมาก ในการศึกษาครั้งนี้จะทำในห้องปฏิบัติการ โดยนำกุ้งขาวขนาดน้ำหนัก
10-12 กรัม มาเลี้ยงในตู้กระจกตู้ละ 10 ตัว ที่อุณหภูมิน้ำ 24, 26, 28, 30, 32
และ 34 องศาเซลเซียส ที่อุณหภูมิละ 3 ตู้หรือ 3 ซ้ำ ให้อาหารวันละ 3 มื้อ ในปริมาณ
1.1 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวต่อมื้อ เริ่มให้อาหารมื้อแรกที่เวลา 8.00 น. มื้อที่สองเวลา
12.00 น. และมื้อสุดท้ายเวลา 16.00 น. ก่อนให้อาหารมื้อแรกจะมีการดูดตะกอนและสิ่งขับถ่ายของกุ้งทั้งหมดออกจากตู้
ซึ่งในมื้อแรกกุ้งจะไม่มีอาหารอยู่ในทางเดินอาหาร ทดลองเป็นเวลา 3 วัน ในแต่ละกลุ่มการทดลองจะมีนักวิจัย
1 คน คอยเฝ้าสังเกตและจดบันทึกพฤติกรรมการกินอาหาร ระยะเวลาการกินอาหาร ระยะการเคลื่อนที่ของอาหารในลำไส้
ระยะเวลาในการขับถ่ายของเสีย ขนาดของลำไส้ และปริมาณอาหารที่เหลือจากการให้อาหารเป็นเวลา
2 ชั่วโมง
ซึ่งพบว่ากุ้งที่เลี้ยงที่อุณหภูมิต่ำ
(24+1 และ 26+1) กุ้งกินอาหารไม่หมดในแต่ละมื้อในปริมาณมาก ส่วนที่ 28+1 องศาเซลเซียส
มีอาหารเหลือเพียงเล็กน้อย ซึ่งมีระยะเวลาการให้อาหารห่างกัน 4 ชั่วโมง แตกต่างกับกุ้งที่เลี้ยงที่อุณหภูมิ
30+1, 32+1 และ 34 +1 องศาเซลเซียส ซึ่งกุ้งกินอาหารหมดในทุกมื้อของการให้ กุ้งที่เลี้ยงที่อุณหภูมิต่ำ
24-26 องศาเซลเซียส จะใช้เวลาในการขับถ่ายของเสียออกจากตัวจนลำไส้ว่างใช้เวลานาน
210-240 นาที เพราะฉะนั้นระยะห่างระหว่างมื้อในการให้อาหารควรจะมากกว่า 6 ชั่วโมง
และควรจะลดอาหารประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ที่อุณหภูมิ 24+1 องศาเซลเซียส และ 40 เปอร์เซ็นต์ที่อุณหภูมิ
26 +1 องศาเซลเซียส ส่วนที่ 28-30 องศาเซลเซียส ควรให้อาหารระยะเวลาแต่ละมื้อห่างกันประมาณ
5 ชั่วโมง สำหรับที่อุณหภูมิ 32+1 และ 34+1 องศาเซลเซียส กุ้งจะกินอาหารรวดเร็วมากและขับถ่ายออกรวดเร็วเช่นกัน
อาหารอาจจะยังดูดซึมนำไปใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ ซึ่งอาจจะต้องให้อาหารในช่วงเวลาห่างกันน้อยกว่าที่
28-30 องซาเซลเซียส หรือระยะเวลาใกล้เคียงกัน คือประมาณ 4-5 ชั่วโมง

การเพิ่มสีของเปลือกกุ้งขาวแวนนาไม
คงจำกันได้นะครับว่ากุ้งขาวที่เลี้ยงในบ่อปูพื้นบ่อด้วยพีอีจะมีสีเข้มกว่ากุ้งที่เลี้ยงในบ่อดินที่น้ำขุ่นเนื่องจากมีตะกอนดินมาก กุ้งที่ตัวมีสีเข้มเมื่อต้มสุกแล้วเปลือกจะมีสีแดงสดกว่ากุ้งที่ตัวขุ่นขาว เมื่อต้มสุกแล้วสีจะซีดจางกว่า จากการทดลองเพิ่มสีของกุ้งโดยแช่กุ้งขาวในน้ำที่อุณหภูมิต่ำประมาณ 20 องศาเซลเซียสประมาณ 45 นาที โดยให้ออกซิเจนอย่างพอเพียงไม่ให้กุ้งตายหลังจากนำกุ้งไปต้มสีของกุ้งจะเข้มขึ้นพอสมควร ตามปกติกุ้งขาวแวนนาไมสามารถที่จะปรับสีของลำตัวตามสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะในสภาพพื้นบ่อที่มีสีขาว กุ้งตัวจะมีสีจางกว่าบ่อที่ปูพื้นบ่อด้วยพีอีสีดำ ซึ่งผมสังเกตได้จากครั้งล่าสุดเมื่อปลายปี 2550 ที่ผมไปประเทศเปรูผู้เลี้ยงกุ้งส่วนใหญ่ขายกุ้งมีชีวิตเพราะได้ราคาสูงกว่ากุ้งตาย แต่ถ้าสีของกุ้งขาวแวนนาไมเข้มมากราคาไม่ดี ผู้เลี้ยงจึงเปลี่ยนจากปูพื้นบ่อด้วยพีอีสีดำมาเป็นสีขาวเพื่อให้กุ้งมีสีขาวใส ได้ราคาดี คิดดูแล้วก็แปลกความจริงบ้านเขาต้องการกุ้งที่ต้มสุกแล้วเปลือกสีแดงเข้มจึงจะได้ราคาดี จากข้อสังเกตในส่วนนี้ กับกุ้งที่ทดลองเลี้ยงในห้องปฏิบัติการซึ่งถังไฟเบอร์กลาสที่ใช้เลี้ยงมีสีแตกต่าง เช่น ตั้งแต่ดำ สีฟ้าทึบแสง สีน้ำตาลโปร่งแสง พบว่ากุ้งปรับตัวมีสีแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยในถังสีดำกุ้งจะมีสีเข้มมากเมื่อเปรียบเทียบกับถังสีน้ำตาลโปร่งแสง เมื่อนำข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้ไปดัดแปลงเพื่อให้เกิดผลที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง การทดลองแนวทางที่กล่าวมานี้จึงเกิดขึ้นโดยใช้การเปรียบเทียบสีของกุ้งในบ่อที่มีสีน้ำหรือปริมาณแพลงก์ตอนปกติกับบ่อที่มีตะกอนดินมาก น้ำขุ่น ซึ่งกุ้งจะมีสีแตกต่างกันมาก เมื่อนำกุ้งที่สุ่มขึ้นมาจากบ่อและต้มสุกทันที พบว่ากุ้งที่เลี้ยงในบ่อสีน้ำปกติมีสีแดงเข้มกว่ากุ้งในบ่อที่มีน้ำขุ่นขาวเพราะตะกอนดิน ถ้านำไปวัดด้วยเครื่องวัดสีในส่วนของความเป็นสีแดง บ่อที่มีสีน้ำปกติคือเขียวอมน้ำตาลก กุ้งจะมีความเป็นสีแดงมากกว่าบ่อที่สีน้ำขุ่นขาว ประมาณ 43 เปอร์เซ็นต์ เมื่อนำกุ้งที่มีชีวิตจากทั้ง 2 บ่อใส่ในถังไฟเบอร์กลาสที่มีสีดำ สีฟ้าทึบแสง และสีน้ำตาลโปร่งแสง บรรจุน้ำทะเลปกติจากบ่อพักน้ำภายในฟาร์มกุ้ง มีการให้อากาศตลอดเวลา หลังจากเวลาผ่านไป 30, 45 และ 60 นาที นำกุ้งในถังมาต้มให้สุกและเปรียบเทียบสีกับกุ้งที่ต้มทันที หลังจากนำขึ้นมาจากบ่อ ผลปรากฏว่ากุ้งที่ใส่ลงในถังสีดำมีสีเข้มที่สุดในทุกช่วงเวลา สามารถสังเกตด้วยตาเปล่า และเมื่อนำกุ้งที่ต้มสุกเหล่านี้ไปตรวจวัดค่าสีของเปลือกด้วยเครื่องวัดสีตามมาตรฐานของการวัดความเข้มของสีซึ่งจะวัดได้หลายอย่าง แต่ผมจะสรุปเฉพาะค่าความเป็นสีแดงเท่านั้นเพื่อให้เข้าใจง่าย พบว่าสามารถวัดค่าความแตกต่างของสีได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน แต่ที่เวลา 30, 45 และ 60 นาที สีของกุ้งในถังสีดำไม่แตกต่างกัน แสดงว่าการนำกุ้งมีชีวิตแช่ในถังสีดำนานเพียง 30 นาที สีจะเข้มขึ้นอย่างเพียงพอไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานมากกว่านี้ จากการนำกุ้งที่ต้มสุกจากบ่อที่สีน้ำปกติคือเขียวอมน้ำตาลไปวัดค่าความเป็นสีแดง พบว่าเพิ่มขึ้นเท่ากับ 53 เปอร์เซ็นต์ ส่วนบ่อที่มีน้ำขุ่นตะกอนมาก ความเป็นสีแดงจะเพิ่มขึ้น 129 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบความเป็นสีแดงของกุ้งบ่อที่มีสีน้ำปกติกับบ่อที่น้ำมีตะกอนมาก หลังจากจับกุ้งในถังสีดำนาน 30 นาที ค่าความเป็นสีแดงจากบ่อที่มีสีน้ำปกติจะมีความเป็นสีแดงมากกว่า 14 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเปรียบเทียบสัดส่วนหรืออัตราการเพิ่มสีจะเห็นได้ชัดว่าตอนเริ่มต้นกุ้งในบ่อที่มีน้ำขุ่นขาวมีความแตกต่างความเป็นสีแดงต่ำกว่าบ่อที่สีน้ำปกติถึง 43 เปอร์เซ็นต์ แต่หลังจากแช่ในถังสีดำนาน 30 นาที จะมีความแตกต่างของความเป็นสีแดงเพียง 14 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และเมื่อเปรียบเทียบความเป็นสีแดงของกุ้งในบ่อที่มีสีน้ำปกติ คือเขียวอมน้ำตาลที่หลังจากจับขึ้นมาจากบ่อและต้มสุกทันที (ค่าความเป็นสีแดง 13.3) กับกุ้งที่อยู่ในบ่อท่น้ำขุ่นขาวมีตะกอนมาก (7.6) แต่นำไปใส่ในถังสีดำนาน 30 นาที ก่อนที่จะนำกุ้งไปต้ม พบว่าความเป็นสีแดง (17.6) จะมากกว่ากุ้งในบ่อสีน้ำปกติที่ไม่ได้แช่ในถังสีดำถึง 31 เปอร์เซ็นต์ ทั้งๆ ที่ตอนเริ่มต้นของกุ้งจากบ่อที่สีน้ำ ปกติมีความเป็นสีแดงสูงกว่าบ่อน้ำขุ่นขาวถึง 43 เปอร์เซ็นต์ ตารางเปรียบเทียบความเป็นสีแดงจากการวัดสีของเปลือกกุ้งหลังจากต้มสุกก่อนและหลังจากการแช่ในถังสีดำ
| ก่อนแช่ในถังสีดำ | หลังจากแช่ในถังสีดำ 30 นาที | % สีแดงเพิ่มขึ้น | |
| กุ้งจากบ่อสีน้ำเขียวอมน้ำตาล | 13.3 | 20.4 | 53 |
| กุ้งจากบ่อน้ำขุ่นตะกอนมาก | 7.6 | 17.6 | 129 |
| % สีแดงแตกต่าง | 43 | 14 |
ความผิดปกติของกุ้งขาวแวนนาไมที่ได้รับอาหารปนเปื้อนเมลามีน
ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่าข่าวเกี่ยวกับการปนเปื้อนเมลามีนในอาหารชนิดต่างๆ
จากประเทศจีนในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมาโด่งดังมาก โชคดีที่ไม่มีการรายงานว่ามีการปนเปื้อนในอาหารกุ้งในบ้านเรา
แต่อย่างไรก็ตามในการทดลองครั้งนี้ใช้วัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ที่นำเข้ามาจากประเทศจีน
และมีการปนเปื้อนของเมลามีน (melamine) และกรดไซยานูริค (cyanuric acid) เพื่อนำมาผลิตเป็นอาหารเม็ดสำเร็จรูปจะมีเมลามีนระหว่าง
100-120 พีพีเอ็มและกรดไซยานูริคประมาณ 80-100 พีพีเอ็ม จากการวิเคราะห์โดยเทคนิค
Liquid chromatography-tandem mass spectrometry (LC-MS/MS)
นำกุ้งขาวแวนนาไมขนาดน้ำหนัก 2 กรัม มาเลี้ยงในถังไฟเบอร์กลาสที่อุณหภูมิน้ำ 28+ 1 องศาเซลเซียส ความเค็ม 25 พีพีที ให้อาหารวันละ 4 มื้อ ตลอดการเลี้ยงนาน 70 วัน สังเกตอาการผิดปกติ พบว่ากุ้งที่ได้รับอาหารปนเปื้อนเมลามีนและกรดไซยานูริคจะมีอาการหัวบวมน้ำ หลังจาก 30 วัน และจะบวมมากขึ้นเมื่อเลี้ยงนานขึ้น แต่กุ้งไม่ตาย เมื่อดึงเปลือกจากส่วนหัวออกจะพบถุงน้ำขนาดใหญ่บนส่วนของตับและตับอ่อน (hepatopancreas) จากการตรวจทางเนื้อเยื่อพบว่าอวัยวะที่ได้รับผลกระทบเด่นชัดที่สุด คือ antennal gland ซึ่งทำหน้าที่เหมือนกับไตของสุนัขและแมว โดยภายในท่อของ antennal gland จะมีผลึกชัดเจนมากคล้ายกับที่มีรายงานจากไตของสุนัขและแมวที่ได้รับเมลามีนและกรดไซยานูริค โดยสรุปผมอยากจะให้ข้อสังเกตดังนี้ คือ การเกิดผลึกใน antennal gland ซึ่งทำหน้าที่เหมือนกับไตของสัตว์ชั้นสูง ผลึกจะเกิดขึ้นได้ต้องมีเมลามีนและกรดไซยานูริคร่วมกันเกิดเป็นผนึก melamine cyanurate ผลึกนี้ไม่ละลายน้ำ ในสัตว์ชั้นสูงเมื่อโตมีผลึกอุดตันจึงเกิดภาวะไตวาย แต่ในกุ้ง antennal gland เป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยส่วนต่างๆ หลายส่วนมีลักษณะเป็นต่อมรวม โอกาสที่จะเกิดการอุดตันของผลึกในทุกต่อม ใช้เวลานานมาก กุ้งจึงไม่ตาย แต่มีความผิดปกติที่หัวบวมน้ำเพราะ antennal gland ทำหน้าที่ในการขับถ่ายและดูดกลับสารบางอย่างควบคุมปริมาณของเหลวและความดันในร่างกายรวมทั้งการควบคุมอิออนที่สำคัญ ได้แก่ โพแทสเซียอิออน และแคลเซียมอิออน และขับถ่ายแมกนีเซียมอิออนและซัลเฟตอิออน เมื่ออวัยวะนี้ได้รับผลกระทบทำให้การควบคุมปริมาณของเหลวไม่เป็นปกติ กุ้งทุกตัวที่ทดลองจึงมีอาการหัวบวมน้ำ จากการศึกษานี้ผู้เลี้ยงกุ้งคงจะใช้ลักษณะอาการหัวบวมน้ำ ในการพิจารณาได้ว่าเกิดจากมีการปนเปื้อนของเมลามีนและกรดไซยานูริคในอาหาร ผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งหรือสัตว์อื่นๆ ควรจะตรวจวัตถุดิบที่ใช้ผลิตอาหารว่ามีการปนเปื้อนเมลามีนและกรดไซยานูริคหรือไม่อย่างละเอียด
ในปีนี้ผมอาจจะนำเสนอข้อมูลเชิงวิชาการมากกว่าในทุกๆ
ปี เพราะไม่จำเป็นต้องมาอธิบายว่าควรจะเลี้ยงกุ้งอย่างไร ทุกคนที่อยู่รอดมาจนทุกวันนี้คือผู้ที่มีความรู้ความสามารถดีอยู่แล้ว
แต่ความรู้และข้อมูลทางวิชาการที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ก็ยังมีความจำเป็น เพื่อให้เกิดการพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง
ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งของไทยสามารถเพิ่มขึดความสามารถและแข่งขันได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนตลอดไป
(ข้อมูลจากเอกสารประกอบการสัมมนา กุ้งไทย ครั้งที่ 19
กุมภาพันธ์ / 2552 )
นำขึ้นแสดงเมื่อวันที่
10/02/2552
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย
www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล
webmaster
สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์
จำกัด