
รู้หรือไม่
แค่รู้จักใช้สิ่งแวดล้อมเป็นครู
ก็ลดต้นทุนได้แล้ว (ข้อมูลการเจาะลึกของทีมงาน
หนังสือพิมพ์กุ้งไทย)

ไปจันทบุรีคราวนี้ หากไม่หยิบยกฟาร์มเลี้ยงกุ้งคุณภาพของจังหวัดนี้มาเล่าให้พี่น้องเกษตรกรได้ฟังก็คงกระไรอยู่
ยิ่งงานนี้ได้พี่เล็ก จักรา เพชรเจริญ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง จ.จันทบุรี
เป็นไกด์พาทีมงานทัวร์ เราก็ยิ่งห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะเรามั่นใจว่า
ฟาร์มที่พี่เล็กพาไปดู ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ ถึงตรงนี้พี่เล็กแอบกระซิบว่า "ลุงเขาต้องมีอะไรดีแน่
เพราะเลี้ยงทีไร ผ่านตลอด"
มาครั้งนี้ ก็ต้องนับว่าเป็นโชคดีของเรา ที่ได้ไปดูฟาร์มตอนเขากำลังจับกุ้งกันพอดี
เลยทำให้รู้ว่า เขาเลี้ยงกุ้งแค่บ่อเดียว แต่จับได้ไซซ์ 54 ตัว ถึงกว่าสิบตัน
แถมยังได้กุ้งติดไม้ติดมือกลับไปปิ้งกับเตาปิ้งกุ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีก ที่สำคัญหนึ่งในนั้น
เป็นกุ้งทองครับ ผมจึงฟาดเสียคนเดียว เพราะอะไรที่เป็นทอง ผมว่าน่าจะเป็นมงคลต่อตัวเองครับ
ความชอบปัจจัยสู่ความสำเร็จ
และเมื่อได้พูดคุยสอบถามกับเจ้าของฟาร์มคือ คุณลุงวรณ์
เชี่ยวชาญ นายก อบต.บางกระไชย ก็ยิ่งทำให้ทีมงานรู้ว่า ลุงแกไม่ธรรมดาจริงๆ
เพราะเท่าที่เคยไปสัมภาษณ์ฟาร์มหลายๆ ที่ ล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เลี้ยงกุ้งมันยาก
ต้องมีขั้นตอนมากมาย เสี่ยง ลำบาก หรืออะไรทำนองนี้ แต่ลุงวรณ์กลับบอกว่า เลี้ยงกุ้งเป็นอาชีพที่สบาย
พอขายก็ไม่ต้องไปลำบากจับขายเอง จะเหนื่อยหน่อยก็ตรงขั้นตอนการเตรียมบ่อเตรียมน้ำเท่านั้น
ที่เหลือขึ้นอยู่กับความใส่ใจ ซึ่งตรงนี้ทำให้ทีมงานคิดได้ว่า
"คนเราหากจะทำอาชีพอะไรให้ประสบความสำเร็จ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยความชอบ
และที่สำคัญต้องใส่ใจอยู่ตลอด"
ลุงวรณ์ เริ่มเล่าให้ฟังว่า เดิมเคยเป็นไต้ก๋งเรือประมง แต่หันเหมาเลี้ยงกุ้งเมื่อเกือบ
20 ปีที่ผ่านมา ลุงวรณ์มีบ่อทั้งหมด 5 บ่อ พื้นที่รวมกว่า30 ไร่ (บ่อเลี้ยง 4
บ่อ บ่อพักน้ำ 1 บ่อ) แต่ละบ่อจะปูพีอีเฉพาะขอบบ่อ เพื่อป้องกันคันดินข้างบ่อพัง
และป้องกันพาหะ เช่น ปู ซึ่งลุงวรณ์บอกว่า การปูพีอีแม้จะลงทุนมากหน่อย แต่ถือว่าคุ้ม
เพราะใช้ได้นาน
ขั้นตอนเตรียมบ่อ/เตรียมน้ำ
ลุงวรณ์ เล่าต่อไปว่า หลังจากจับกุ้งเสร็จจะฉีดเลน จากนั้นตากบ่อ 10 กว่าวันถึงครึ่งเดือน
แล้วดึงน้ำจากทะเลเข้าบ่อเลี้ยงเลย (น้ำความเค็มที่ 30 ขึ้นไป) โดยใช้มุ้งเขียวกรองก่อน
ไม่สูบน้ำเข้าบ่อพัก เนื่องจากมีพื้นที่จำกัด แต่ถ้ามีหอยจะเบื่อหอย โดยใช้กากชา
ผสมยาฆ่าพาหะครึ่งลิตรต่อไร่ ทิ้งไว้ 20 วัน และอาจลงไอโอดีนฆ่าเชื้อในอัตราส่วนเท่ากับยาฆ่าพาหะ
ตีน้ำทิ้งไว้ 2-3 วัน ก็สามารถใช้ได้
จากนั้น ทำสีน้ำโดยใช้ปลาต้มไร่ละ 5 กก. ผสมปุ๋ยสูตร 16-16-16 ไร่ละ 5 กก. คลุกเคล้าให้เข้ากัน
สาดในบ่อ แล้วตีน้ำ ทิ้งไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ สีน้ำก็จะขึ้น และเกิดสัตว์หน้าดินจำพวกหนอนแดง
สำหรับขั้นตอนต่อไป ลุงวรณ์ เล่าว่า หลังจากเตรียมบ่อเตรียมน้ำแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการลงกุ้ง
โดยจะเลือกใช้ลูกกุ้งพี 10 ขึ้นไป จากบริษัทที่สามารถไว้วางใจได้ ลงบ่อละประมาณ
700,000 ตัว เพื่อพาเชียล โดยจะพาเชียลครั้งละ 15-20% เมื่อกุ้งไซซ์เล็กราคาดี
จากนั้นเมื่อปล่อยแล้ว ก็จะให้อาหารมื้อแรกเลย โดยให้ 2 มื้อเช้า-เย็น ในอัตราแสนละ
กก. จากนั้นเพิ่มเป็น 3-4 มื้อ ตามความเหมาะสม ส่วนการเดินอาหาร ก็จะทำตามสูตรอาหารของแต่ละแบรนด์ที่ระบุมา
สำหรับการเช็คยอ ก็จะเริ่มเช็คที่ 25 วัน โดยทำตามสูตรอาหารเช่นกัน ซึ่งตรงนี้ลุงวรณ์
ย้ำว่า ส่วนตัวแล้วเชื่อว่าสูตรอาหารหรือสูตรเช็คยอที่บริษัทอาหารกำหนดมา น่าจะเหมาะสมแล้ว
เพราะผ่านการทดสอบ ทดลอง และวิเคราะห์มาแล้ว จึงไม่น่าจะไปเปลี่ยนแปลงหรือคิดสูตรของตัวเองขึ้นมา
เพราะอาจส่งผลเสียต่อการเลี้ยงได้
แค่รักษาธรรมชาติต้นทุนก็หด
สำหรับในส่วนของเทคนิคพิเศษ ลุงวรณ์ย้ำมาว่า "เราเป็นรายย่อย ย่อมไม่อาจไปเทียบการเลี้ยงของรายใหญ่ที่เขามีเครื่องไม้เครื่องมือ
บุคลากร รวมถึงสายป่านที่ยาวได้ เพราะฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องเลี้ยงแบบอิงธรรมชาติให้มาก
ซึ่งที่นี่ให้ความสำคัญกับป่าชายเลนมาก เพราะจะปล่อยให้ขึ้นตามธรรมชาติ ไม่มีการไปตัดหรือไปทำลาย
เนื่องจากผลที่ตามมานอกจากเรื่องของสมดุลในระบบนิเวศน์แล้ว ยังมีผลพลอยได้จากปูหรือสัตว์น้ำอื่นๆ
ที่บางครั้งสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในบริเวณข้างเคียง รวมถึงคนงานในฟาร์มได้มากถึงวันละเป็นพันๆ
บาท"
สังเกตน้ำดีจากสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ ลุงวรณ์ ยังมีเทคนิคง่ายๆ ในการใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างน่าสนใจ
คือลุงวรณ์จะสังเกตและถามจากเรือประมงเกี่ยวกับสัตว์น้ำ เช่น กุ้ง เคย หอย ปู
ปลา รวมทั้งสัตว์น้ำอื่นๆ ที่อยู่ในทะเล ซึ่งหากช่วงไหนน้ำดี สัตว์พวกนี้ก็จะมาก
แต่ช่วงไหนน้ำไม่ดี สัตว์พวกนี้น้อย ก็จะต้องระวังเรื่องการเอาน้ำเข้าเป็นพิเศษ
อาจต้องมีการฆ่าเชื้อหรือทรีทน้ำก่อน โดยเฉพาะขั้นตอนเอาน้ำเข้าบ่อเลี้ยง
หากพบสัตว์ธรรมชาติมาก แสดงว่าน้ำดี
ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องฆ่าเชื้อ ซึ่งก็ทำให้ประหยัดต้นทุนไปได้มาก
ที่สำคัญ ยังเน้นในเรื่องการให้ความสำคัญกับลูกกุ้ง (ต้องสายพันธุ์ดี) น้ำ (Ph
ไม่ต่ำกว่า 7-8 และเลี้ยงน้ำสูง 1.80 ม. และคอยรักษาระดับน้ำให้ได้เท่าเดิมตลอด)
บ่อ (พื้นบ่อต้องไม่มีสิ่งสะสม จึงต้องใส่จุลินทรีย์เพื่อช่วยย่อยสลายของเสีย
7 วันครั้ง) และปริมาณออกซิเจน (ไม่ต่ำกว่า 4) ส่วนเรื่องแร่ธาตุ ที่นี่จะไม่ต้องห่วงมาก
เพราะเลี้ยงในน้ำความเค็มจัด เพราะฉะนั้น แร่ธาตุต่างๆ จึงไม่ค่อยขาด แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ
ต้องไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยง และใช้ปัจจัยการผลิตเท่าที่จำเป็น ซึ่งทั้งหมดก็จะเป็นการประหยัดต้นทุนไปในตัว
ในตอนท้าย ลุงวรณ์ ก็ได้ให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า
"การเลี้ยงให้ประสบความสำเร็จ นอกจากจะทำตามที่บอกข้างต้นแล้ว ยังจำเป็นต้องมีความใส่ใจในอาชีพ
คือต้องใส่ใจดูแลกุ้งหมั่นคอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงและความเป็นไปอยู่เสมอ เพราะผมคิดว่า
หากเราดูแลใส่ใจเขาดี เขาก็จะตอบแทนเราด้วยดีเช่นกัน ที่สำคัญตอนนี้คนเลี้ยงกุ้งจะเลี้ยงแบบหวังร่ำรวยคงเป็นไปได้ยาก
เพราะฉะนั้น คงต้องปรับตัวมาเลี้ยงกันแบบเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"
สรุปและเรียบเรียงข้อมูลโดย
ทีมงานหนังสือพิมพ์กุ้งไทย
นำขึ้นแสดงเมื่อวันที่
10/04/2551
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล
webmaster
สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์
จำกัด
ป็น