
สถานการณ์ปัจจุบันของกุ้งไทยและแนวโน้มในอนาคต
โดย นายไพบูลย์ พลสุวรรณา (ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมอาหารแช่เยือกแข็ง)

ข้อมมูลจากงาน สัมมนา สภาวิจัยแห่งชาติ (28/9/47)
สถานการณ์ปัจจุบันของกุ้งไทย และแนวโน้มในอนาคต
ในปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตและส่งออกกุ้งแช่เย็น แช่แข็งของไทยประสบกับปัญหาที่ถือว่าเป็นมรสุมของอุตสาหกรรมเป็นอย่างยิ่งมาโดยตลอดต่อเนื่องมากกว่า
3-4 ปีแล้ว โดยมีปัญหาหลักๆที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งในภาคผู้เลี้ยง ที่ยังคงขาดแคลนพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำที่มีคุณภาพ
กุ้งโตช้า เป็นโรค อัตราการรอดต่ำ รวมถึงราคาวัตถุดิบที่ตกต่ำทั้งตลาดโลกและตลาดภายในประเทศ
และเกษตรกรส่วนใหญ่หันไปเลี้ยงกุ้งขาวแทน เพราะได้ผลผลิตที่เร็ว ใช้ระยะเวลาการเลี้ยงสั้น
ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดปริมาณมาก โดยส่วนใหญ่เป็นกุ้งขาวขนาดเล็ก ส่งผลให้ราคาถูกลง
ด้วยผลผลิตกุ้งขาวที่มีมาก ทำให้ผู้ส่งออกมีการผลิตกุ้งขาวมากกว่ากุ้งกุลาดำ
และโดยคุณสมบัติของกุ้งขาว ที่มีขนาดตัวเล็กกว่าและมีราคาถูกกว่า ประกอบกับการที่กุ้งขาวยังคงมีการคุณสมบัติของกุ้งขาวที่มีขนาดเล็กกว่าและมีราคาถูกกว่า
ประกอบกับการที่กุ้งขาวยังคงมีการพัมนาให้เกิดผลิตภัณฑ์แปรรูปใหม่ๆ ได้อย่างจำกัดจึงมีการขายในรูปกุ้งหักหัวแช่แข็งจำนวนมากราคาที่ขายไปยังตลาดโลกจึงฉุดราคาของกุ้งกุลาดำในขนาดที่เท่ากันให้ต่ำลงไปด้วย
โดยไทยประสบปัญหาด้านการแข่งขันสูงในแง่ราคา และคุณภาพในตลาดจากประเทศจีน เวียดนาม
อินเดีย อินโดนีเซีย และบราซิล
ส่วนในประเทศไทย ข้อมูลการเลี้ยงการผลิตกุ้งเมื่อปี 2541 -2545 โดยเฉลี่ยแล้วมีปริมาณการผลิตกุ้งทั้งเปลือกอยู่ระหว่างปี
ละ 2.30-3.10 แสนตัน และโดยเฉลี่ยทั้งปีแล้วปริมาณการผลิตกุ้งกุลาดำจากการเพาะเลี้ยงมีแนวโน้มลดลงเฉลี่ยร้อยละ
3.19 ต่อปี และคาดว่าจะมีแนวโน้มของกุ้งกุลาดำเพาะเลี้ยงลดลงเรื่อยๆ ซึ่งในปัจจุบันสัดส่วนของกุ้งกุลาดำและกุ้งขาวที่เข้าสู่ตลาดจะเป็น
40:60 ดังข้อมูลเปรียบเทียบปริมาณกุ้งนำเข้า (จำนวนคันรถ) จากตลาดกลางกุ้งมหาชัยระหว่างมกราคม
- สิงหาคม 2547 ดังนี้
ส่วนในภาคผู้ประกอบการแปรรูปและส่งออกก็ประสบกับปัญหาของระเบียบ ระบบของประเทศผู้นำเข้าในการออกกฏระเบียบที่เข้มงวดในการตรวจสอบมากขึ้น
โดยเฉพาะ เรื่องการตรวจสอบยาปฏิชีวนะตกต้างในผลิตภัณฑ์กุ้งที่ส่งออกและส่งผลให้มีการตรวจพบว่ามีการตรวจพบค่าตกค้างในปริมาณที่ต่ำมากมากับส่วนประกอบของสินค้า
ทำให้มีสินค้าจำนวนหนึ่งถูกส่งกลับ หรือทำลาย สร้างความเสียหายแก่ผู้ส่งออก
หลังจากที่สหรัฐ ได้ประกาศอัตราภาษีเบื้องต้นของการทุ่มตลาดสินค้ากุ้งจากไทยเมื่อปลายเดือนกรกกาคมที่ผ่านมา
โดยอัตราภาษีเบื้องต้นที่ไทยได้รับนั้นต่ำกว่าประเทศคู่แข่งสำคัญอย่าง จีน เวียดนาม
รวมทั้งอินเดีย และสถานการณ์ที่ผ่านมาให้ราคาสินค้ากุ้งภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น
คู่แข่งที่สำคัญของไทย ได้แก่อินโดนีเซีย ซึ่งปัจจับันอินโดเนียเซ๊ยเป็นประเทศที่ผลิตกุ้งอันดับ3
รองจากไทยและจีน และยังเป็นประเทศที่ส่งออกกุ้งไปยังตลาดสหรัฐฯ มากเป็นอันดับ7
และยังครองอันดับ 1 ในตลาดญี่ปุ่น ปัจจุบันอินโดนีเซียผลิตกุ้งได้ประมาณปีละ
2 แสนตัน และรัฐบาลอินโดนีเซียได้มีนโยบายส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งแบบระบบพัฒนาเพื่อเพิ่มผลผลิตกุ้งภายในประเทศ
ดังนั้นความได้เปรียบของอินโดนีเซียไม่ว่าจะมองไปแง่การผลิตที่ยังมีโอกาสทั้งการขยายพื้นที่การเลี้ยงและปรับระบบการเลี้ยง
และทางด้านการส่งออกเอง ที่อินโดนีเซียก็ได้เปรียบในแง่ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ 0 เปอร์เซ็นต์
ในขณะที่ประเทศไทยถูกไต่สวนการทุ่มตลาดและเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด
ประเทศจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งที่สำคัญอีกประเทศหนึ่ง ทั้งด้านการผลิตที่มีต้นทุนต่ำกว่าไทย
และพื้นที่การเพาะเลี้ยง แม้ว่าจีนจะเป็นประเทศที่อยุ่ในกลุ่มถูกไต่สวนการทุ่มตลาดจากสหรัฐฯ
ขณะนี้สหภาพยุโรปได้มีการอนุญาตให้สินค้าจากจีนส่งเข้าไปยังสหภาพยุโรปได้หลังจากที่เคยถูกตรวจพบสารตกค้างคลอแรมฟินิคอลจึงถูกใช้มาตรการตรวจสอบเข้มงวด100%
มาตั้งแต่ปี2545 ทำให้ผู้นำเข้าในสหภาพยุโรปมีแนวโน้มว่าจะเริ่มหันกลับไปสั่งสินค้ากุ้งจากจีนแทนกุ้งกุลาดำจากไทย
ตลาดสหรัฐฯ หลังจากสหรัฐฯได้ประกาศอัตราภาษีเบื้องต้นของการทุ่มตลาด เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม
ที่ผ่านมา โดยประเทศไทยถูกเรียกเก็บภาษีน้อยที่สุดในกลุ่มประเทศที่สหรัฐฯใช้มาตรการทุ่มตลาด
ส่งผลให้ราคาสินค้ากุ้งในประเทศปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น แต่เมื่อดูจากสถิติการส่งออกของ
2 ไตรมาส เปรียบเทียบกับปีก่อนแล้วจะพบว่า ปริมาณส่งออกระหว่างเดือน มกราคม -
มิถุนายน 2547 เป็นดังนี้
กุ้งสด/กุ้งแปรรูปแช่เย็นแช่แข็ง มีปริมาณ 51,959 ตัน มูลค่า 13,160.40 ล้านบาท
ปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบปี 2546 มีปริมาณ 50,420 ตัน มูลค่าการส่งออก1,6742.40
ล้านบาท มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.05 เปอร์เซ็นต์ แต่มูลค่าการส่งออกลดลง 21.39
เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ
ตลาดญี่ปุ่น ตลาดญี่ปุ่นซึ่งถือว่าเป็นตลาดรองของไทย การทำการค้ากับผู้นำเข้าในญี่ปุ่นจะเป็นการทำงานร่วมกับผู้ส่งออกในต่างประเทศเพื่อให้ได้สินค้าตรงตามความต้องการของผู้บริโภคในญี่ปุ่นเอง
โดยสินค้าที่เป็นความต้องการของตลาดนี้จะเป็นกุ้งกุลาดำขนาดกลางค่อนข้างใหญ่
ในปีที่ผ่านมาไทยถูกแย่งตลาดสินค้ากุ้งไปพอสมควรจากประเทศคู่แข่ง โดยญี่ปุ่นมีแนวโน้มการนำเข้าสินค้ากุ้งเพิ่มจากไทยเพิ่มขึ้น
เนื่องจากภาพรวมของเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเริ่มดีขึ้นและการเกิดปัญหาไข้หวัดนกระบาดในไก่
นอกจากนี้ปัญหาการฟ้องทุ่มตลาดของสหรัฐฯ ส่งผลให้ญี่ปุ่นหันมาซื้อกุ้งจากไทยเพิ่มขึ้น
เนื่องจากกุ้งจากประเทศคู่แข่ง เช่น อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ๋ของญี่ปุ่นมีราคาสูงขึ้น
และที่สำคัญญี่ปุ่นมีการเข้มงวดเรื่องยาปฏิชีวนะ และการตรวจสอบย้อนกลับได้ จึงถือเป็นโอกาสของสินค้ากุ้งไทยที่จะเข้าไปยังตลาดญี่ปุ่น
กุ้งสด/กุ้งแปรรูปแช่เย็น แช่เข็ง มีปริมาณ 20,774 ตัน มูลค่า 7,175.30 ล้านบาท
เมื่อเปรียบเทียบปี 2546 มีปริมาณ 21,987 ตัน มูลค่าการส่งออก 8,459.50 ล้านบาท
ลดลงทั้งปริมาณและมูลค่า 5.52 เปอร์เซ็นต์ และ 15.18 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ
ตลาดสหภาพยุโรป เนื่องจากสหภาพยุโรปให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยอาหารเป็นอย่างมาก
ซึ่งเน้นเรื่องสินค้าที่ปลอดสารตกค้างและสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ในขณะที่ตลาดสหรัฐฯ
ประสบปัญหาการฟ้องร้องการทุ่มตลาด ส่งผลให้ประเทศคู่แข่งสำคัญของไทยอย่าง จีน
เวียดนาม หันมา เพิ่มการส่งออกไปสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น ในขณะที่ไทยถูกตัดจีเอสพี
ของสหภาพยุโรป
กุ้งสด/กุ้งแปรรูปแช่เย็น แช่เข็ง มีปริมาณ 2,403 ตัน มูลค่า 683.70 ล้านบาท
เมื่อเปรียบเทียบปี 2546 มีปริมาณ 1245 ตัน มูลค่าการส่งออก 368.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น
93.01 เปอร์เซ็นต์ และ 85.39 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ
ตลาดจีน ประเทศจีนนับว่าเป็นอีกประเทศที่เป็นคู่แข่งที่สำคัญของไทยอีกประเทศหนึ่ง
โดยในด้านการผลิตแล้วจีนมีต้นทุนการผลิตที่ต่ากว่าไทย แม้ว่าจีนจะเป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มถูกไต่สวนจากการทุ่มตลาดจากสหรัฐฯ
และขณะนี้สหภาพยุโรปมีการอนุญาตให้สินค้าจากจีนส่งเข้าไปยังสหภาพยุโรปได้หลังจากที่เคยถูกตรวจพบสารตกค้างคลอแรมฟินิคอลมาตั้งแต่ปี2545
ทำให้ผู้นำเข้าในสหภาพยุโรปมีแนวโน้มว่าจะเริ่มหันกลับไปสั่งสินค้ากุ้งจากจีนเพิ่มมาขึ้น
ขณะเดียวกันประเทศจีนก็เป็นประเทศที่มีการนำเข้ากุ้งด้วยเช่นกัน โดยปัจจุบันจีนได้มีการประกาศโครงการ
อาหารปลอดภัย Food Safety โดยได้มีการนำมาตรการการตรวจสอบอย่างเข้มงวดมาใช้เมื่อวันที่
15 มีนาคม 2547 ซึ่งมีการเฝ้าระวังสินค้าในเรื่องของการผลิต การขนส่ง การเก็บรักษาและการขาย
ซึ่งหากไม่ผ่านมาตรฐานผู้ผลิตจะถูกเฝ้าระวัง และสินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐานจะถุกแยกเก็บ
และสินค้าในล็อตนั้นๆจะถูกระงับช่องทางการสั่งซื้อหรือนำเข้า ซึ่งมาตรการจะถุกบังคับใช้
4 ปี เพื่อลดความเสี่ยงของสารพิษและลดการแพร่ระบาดของโรค
กุ้งสด/กุ้งแปรรูปแช่เย็น แช่เข็ง มีปริมาณ 1,447 ตัน มูลค่า 339.70 ล้านบาท
เมื่อเปรียบเทียบปี 2546 มีปริมาณ 1,160 ตัน มูลค่าการส่งออก 281.44 ล้านบาท
เพิ่มขึ้น 24.74 เปอร์เซ็นต์ และ 20.70 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ
สำหรับแนวโน้มในอนาคตคาดว่าสิ้นปี 2547 ปริมาณและการส่งออกกุ้งและผลิตภัณฑ์กุ้งแปรรูปแช่เย็นแช่แข็งของไทยจะมีมูลค่าประมาณ
54,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณและมูลค่าลดลงจากปีก่อนประมาณ 20 % เนื่องจากกุ้งไทยมีขนาดเล็กลง
มีประเทศคู่แข่งเพิ่มมากขึ้นทำให้ต้องแข่งขันในด้านราคาขายในตลาดโลก และการเผชิญหน้ากับกฏระเบียบการนำเข้าของประเทศคู่ค้าที่มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น
และผู้ผลิตหลายรายพยายามที่จะมีการผลิตสินค้าที่มีรูปแบบแปลกใหม่ หรือสนองความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศมากกว่าก่อน
และที่สำคัญคือไทย จะต้องเผชิญกับการแข่งขันกับจีน และเวียดนาม ในตลาดใหม่เช่นเอเชียมากยิ่งขึ้น
อันเนื่องมาจากปัญหาของภาษีทุ่มตลาดของสหรัฐฯ
ซึ่งการที่จะสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าของเราได้ เกษตรกร ผู้ผลิตและแปรรูป
รวมถึงภาครัฐจึงต้องมีการปรับตัวในเรื่องระบบการเลี้ยงโดยให้ความระมัดระวังในการเลี้ยงกุ้งให้ปราศจากสารเคมีตกค้าง
และมีการจัดทำระบบการเลี้ยงให้ชัดเจนและสามารถทวนสอบกลับได้(Traceability) เช่นเดียวกับส่วนของผู้ส่งออกก็ต้องมีการพัฒนาระบบให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลเช่นกัน
แม้ว่าระบบการตรวจสอบในบางประเทศจะไม่เข้มงวด แต่ก็กลายเป็นข้อเรียกร้องของลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล
webmaster