ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

แนวทางเลี้ยงกุ้งขาว (ไขกุญแจโดย น.สพ.สุรศักดิ์ ดิลกเกียรติ)

ก่อนอื
ื่น เราต้องยอมรับความจริงว่า จากคุณสมบัติของกุ้งขาว แวนนาไม ที่เราเลี้ยงกันอยู่นี้ถือว่ามีคุณสมบัติพิเศษกว่ากุ้งสายพันธุ์อื่น (อาจเพราะได้รับการพัฒนาจากกุ้งป่าเป็นกุ้งบ้านระดับหนึ่งแล้ว) คุณสมบัติสำคัญ คือ ไม่ค่อยก้าวร้าว เป็นกุ้งล่องมากพักน้อย จับกินอาหารขณะล่องได้ กินอาหารได้ทั้งจากฐานพืชและสัตว์ หรือแม้แต่ตะกอนซากแฟลงด์ตอน , ฟล๊อค หรือเลนพื้นบ่อ จึงสามารถเลี้ยงได้หนาแน่น ได้ผลผลิตมาก และสามารถเป็นทั้งผู้ก่อและผู้บำบัดมลภาวะในบ่อเลี้ยง ซึ่งหากเรานำคุณสมบัติเหล่านี้มาพิจารณา จะเห็นว่า สามารถเลือกใช้แนวทางการเลี้ยงกุ้งขาวได้หลากหลายมาก ซึ่งท่านผู้อ่านได้ทราบข่าวบอกเล่า หรือ อ่านเทคนิคการเลี้ยงแบบต่าง ๆ ในหนังสือกุ้งไทยกันโดยทั่วไปแล้ว แต่ที่ไม่ได้กล่าวถึงกันมากนัก ก็คือ ต้นทุนการผลิตต่อกิโลกรัม และความคุ้มในการลงทุนเชิงธุรกิจโดยรวม ซึ่งแต่ละฟาร์ม หรือ แม้ในแต่ละแนวทางการเลี้ยงก็ยังมีต้นทุนการผลิตที่แตกต่างอยู่มาก
ดังนั้น ในที่นี้ จึงขอเสนอหลักการโดยรวมของแนวทางการเลี้ยงกุ้งขาวไว้ก่อน แล้วขอยกกรณีฟาร์มที่เป็นตัวอย่างในหลากหลายแนวทางสัก 3 - 4 ฟาร์ม โดยเลือกแนวทางที่ง่ายและเหมาะกับฟาร์มเลี้ยงกุ้งรายย่อยหรือรายกลาง ที่เจ้าของฟาร์มเลี้ยงเอง หรือ บริหารจัดการและดูแลบ่อด้วยตนเองเป็นหลัก ส่วนกรณีฟาร์มบริษัทหรือฟาร์มรายใหญ่นั้นไม่ต้องเป็นห่วงเพราะสามารถดำเนินการไปได้อยู่แล้ว หรือ ฟาร์มรายใหญ่จะนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้และถ้าเกิดประโยชน์ ให้ประสิทธิภาพการผลิตดีกว่าเดิมก็เป็นเรื่องที่ดี และน่าภาคภูมิใจในฐานะชาวกุ้งไทยด้วยกัน
ขั้นตอนการดำเนินการ
1. ศึกษาข้อมูลฟาร์ม และ ความพร้อมของตนเองก่อนตัดสินใจเลี้ยงกุ้งรอบต่อไป
มีสิ่งที่ควรพิจารณา ดังนี้
1.1 ข้อมูลฟาร์ม - โครงสร้างฟาร์ม - มีบ่อพักน้ำหรือบ่อปรับคุณภาพน้ำหรือไม่ - ทำระบบรีไซเคิลได้หรือไม่
- อัตราส่วนบ่อพักน้ำ และบ่อเลี้ยง
เพื่อกำหนดแนวทางเลี้ยง ระบบปิด กึ่งปิด หรือรีไซเคิล
- สภาพดิน - อัตราส่วนดินเหนียว ทราย ,ตะกอน
- การยืดตัวของดินฟื้นและก้นบ่อ
- ความเรียบแน่นของดินพื้นบ่อ
- ความยุ่ยของหน้าดิน เมื่อเลี้ยงกุ้ง
เพื่อกำหนดปริมาณกุ้ง (ปานกลาง แน่น แน่นมาก) หรือ
โดยพิจารณาความเสี่ยง เรื่องหมักหมมใต้ทรายในเขตเลี้ยง
หรือ ใต้ตะกอนทั้งเขตเลี้ยงในเขตเลนหรือชายเลน หรือ การ
เกิดตะกอนแขวนลอยจนกระทบการหายใจของกุ้ง

1.2 ข้อมูลแหล่งน้ำ - น้ำเค็ม , น้ำจืด และความเค็มน้ำที่เลี้ยง
- ความเสี่ยงสารพิษที่ลงในแหล่งน้ำในรอบปี
1.3 ข้อมูลแหล่งเลี้ยง - ความเสี่ยงโรคจากฟาร์มข้างเคียง
- ความเสี่ยงโรคจากฟาร์มร่วมแหล่งน้ำ
เพื่อกำหนดรวบการผลิต และการเตรียมการป้องกันความเสี่ยง
1.4 ความพร้อมคนเลี้ยง - อุปนิสัย และความสามารถในการทำงาน
- ความสามารถในการรับรู้การสังเกตและแก้ไขปัญหา
- ความโลภ และความซื่อสัตาย์
- ศักยภาพสูงสุดในการทำงาน
เพื่อกำหนดปริมาณกุ้ง , บ่อ และวิธีการเลี้ยงที่เหมาะสมกับคนเลี้ยง
1.5 ความพร้อมของเราเอง - ทุนและอุปกรณ์
- เวลาและความอดทน (เครียด)
- ความเข้าใจในเทคนิคการเลี้ยงที่เหมาะสมกับเงื่อนไข
เพื่อกำหนดขอบเขตงาน ช่วงเวลา เป้าหมาย และ
ปริมาณบ่อที่จะเลี้ยง

2. ประมวลข้อมูลเพื่อกำหนดแผนการผลิต
จากข้อมูลฟาร์ม และความพร้อม จะสามารถกำหนดแผนที่คิดว่าเหมาะสมกับฟาร์มของตนในรอบการเลี้ยงที่จะเริ่มขึ้น ในที่นี้มีแนวทางการกำหนดแผนการผลิต เช่น
2.1 หากมีความเสี่ยงโรคจากฟาร์มข้างเคียง หรือ โรคร่วมแหล่งน้ำที่คิดว่าสูงเกินเหตุควรหยุดรอจังหวะที่เสี่ยงน้อยที่สุด เตรียมฟาร์มรอจนฟาร์มที่เสียหายถึงระยะพักบ่อ ป้องกันโรค และพาหะ อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่เริ่มเตรียมฟาร์ม , เตรียบ่อและ เตรียมน้ำจนตลอดรอบการเลี้ยง
2.2 หากพื้นบ่อเกิดตะกอนทรายระหว่างการเลี้ยง ควรเน้นที่การควบคุมปริมาณอาหารและมีการลดหรือหยุดอาหารเป็นช่วง ๆ (กลางช่วงลอกคราบในแต่ละคราบ) เพื่อให้กุ้งช่วยบำบัด
พื้นบ่อเป็นระยะ ๆ
2.3 หากพื้นบ่อยุ่ย เกิดตะกอนแขวนลอยง่าย ควรเลี้ยงกุ้งที่ปริมาณหนาแน่นพอเหมาะที่สามารถเลี้ยงได้ผล โดยศึกษาประวัติและข้อมูลฟาร์มที่ดินพื้นบ่อเหมือน ๆ กันประกอบการพิจารณาด้วย
2.4 หากเงินทุนจำกัด ควรเลี้ยงที่กะประมาณให้พอดีเมื่อถึงระยะขายตามเป้าหมายเพราะภาวะนี้ หากฝืนและเบลอในช่วงปลายรอบการเลี้ยงจะเสี่ยงเสียหายได้ง่าย ๆ
2.5 หากอุปกรณ์จำกัด ควรปล่อยกุ้งบางหน่อย และใช้วิธีให้อาหารเฉพาะกลางวัน (เช้า , บ่าย , เย็น ไม่เกิน 19.00 น.) และใช้วิธีตีน้ำเพื่อพยุงกุ้งเวลากลางคืน และเน้นการคุมอาหารเป็นพิเศษ เพื่อการรักษาสภาพแวดล้อมในบ่อให้คงสภาพดีอยู่เสมอ
2.6 หากตนเองไม่มีเวลาและไม่มีมือเลี้ยงเยี่ยม ๆ ดังใจ อย่าเลี้ยง
3. การเตรียมฟาร์ม , เตรียมบ่อ
- เน้นการให้ผิวพื้นบ่อสะอาด (ถ้าดินทราย ต้องให้ใต้พื้นทรายหมดก๊าซไข่เน่าด้วย)
- ต้องกำจัดพาหะออกจากบ่อเลี้ยงให้หมดอย่างชัดเจน เพื่อลดความเสี่ยงโรคไวรัส และควรคำนึงถึงบ่อพักน้ำด้วย เพื่อมั่นใจว่าปลอดสัตว์พาหะจริง (มีปลาหลากหลายพันธุ์ และขนาด หรือ กำจัดพาหะเป็นครั้งคราว)
- ควรให้จุลินทรีย์ย่อยสลายอย่างสมบูรณ์ (ควรเติมจุลินทรีย์ที่ดีให้ครองพื้นที่ไว้บ้าง)
- เติมแร่ธาตุตามความจำเป็น เพื่อปรับสมดุลพื้นบ่อก่อนการเตรียมน้ำ ขึ้นกับแต่ละบ่อ เพื่อให้ พี เอช เป็นกลาง , มี แคลเซี่ยม , แมกนีเซียม ในเนื้อดินระดับหนึ่งโดยเฉพาะกรณีบ่อที่มีทรายมาก
4. การเตรียมน้ำ
- น้ำเข้าบ่อพัก ควรกรองอย่างน้อยด้วยมุ้งฟ้าตาถี่สุด (เบอร์ 26) หากเป็นช่วงเสี่ยงโรคควรกำจัดพาหะในบ่อพักด้วย
- น้ำเข้าบ่อเลี้ยง กรองท่อน้ำเข้าด้วยมุ้งฟ้าเบอร์ 26 กรองปลายท่อบ่น้ำที่ลง
บ่อเลี้ยงด้วยผ้า 4 ชั้น หรืออื่น ๆ ที่คิดว่าเป็นกรองละเอียดที่สุด หากเสี่ยงโรคควรกำจัดพาหะและศัตรูกุ้ง
ที่ค้างก้นบ่อให้หมดจริงก่อนนำน้ำเข้า ซึ่งอาจใช้ซ้ำหลังนำน้ำเข้า หรือนำน้ำเข้าจากบ่อพักที่เพิ่งลงสารกำจัดพาหะไว้
- ทำสีน้ำ ตามความเหมาะสม กับ ระดับความลึกของน้ำ (น้ำตื้น สีน้ำควรเข้มพอ) กุ้งขาว กินทั้งตะกอนอาหาร ตะกอนซากแพตส์ตอน และอาหารธรรมชาติที่เกิดในบ่อ ถ้าไม่ทำสีน้ำควรเน้นใช้สีน้ำเทียมพรางแสงบ้าง และให้กุ้งกินตะกอนอาหารสำเร็จเป็นหลัก
5. การสั่งและใช้ลูกพันธุ์กุ้ง
- ใช้แหล่งพันธุ์ที่มั่นใจในคุณภาพ โดยดูประวัติผลการเลี้ยงวงกว้างประกอบ
- สั่งลูกกุ้งล่วงหน้านานพอ พร้อมแจ้งความเค็มและคุณภาพน้ำ ก่อนรับลูกกุ้งอย่างน้อย 4 วัน (ควรปรับความเค็มที่ฟาร์มเพาะให้เรียบร้อยก่อนวันส่งลูกกุ้ง)
- แจ้งปริมาณลูกกุ้งอัตราเต็ม (รวมแถม) ตามเป้าหมายที่จะลงในบ่อ (ลูกกุ้งขาวจะมี จำนวนแถมจะมากและไม่แน่นอน จึงไม่ควรสั่งโดยใช้จำนวนซื้อ) โดยคำนึงถึงศักยภาพที่บ่อรองรับได้ และแผนการผลิตในรอบ นั้น ๆ ประกอบ (ในช่วงนี้ กุ้งแน่นเกินจะเลี้ยงยาก)
6. การจัดการด้านอาหาร
การจัดการด้านอาหารเป็นเรื่องที่หลากหลายมาก เพราะกุ้งขาว แวนนาไม มีคุณสมบัติเฉพาะคือ กินอาหารได้หลากหลายทั้งพืช สัตว์ ตะกอนสารอินทรีย์ และมีนิสัยกินไม่หยุดโดยไม่ต้องฝึก (ต่างจากกุลาดำที่เลือกอาหาร) ทำให้การให้อาหารกุ้งขาว แวนนาไม มีทางเลือกได้มากกว่าใน
ทุกช่วงอายุที่เลี้ยงกุ้งเนื้อ


ดังนั้น รายละเอียดเรื่องการให้อาหาร จะแยกกล่าวไว้ต่างหากอีกหัวข้อหนึ่ง ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะหลักการเพื่อเป็นข้อมูลหรือข้อสังเกตของชาวฟาร์มกุ้ง คือ
6.1 กุ้งที่ได้รับอาหารสำเร็จที่มีโปรตีนสูง และเป็นโปรตีนจากสัตว์น้ำด้วยกัน กุ้งจะย่อยและนำไปใช้ได้มาก โตเร็วกว่า และโปรตีนส่วนเกินที่ต้องขับทิ้งหรือตกค้างในระบบเลี้ยงจะน้อยกว่าอาหารโปรตีนพืช หรือสัตว์บก
6.2 ลูกกุ้งที่ได้รับอาหารสดจากธรรมชาติอย่างพอเพียง จะเจริญเติบโตดีกว่าอาหารสำเร็จ
6.3 การที่กุ้งขาวกินไม่หยุด จึงสามารถปรับจำนวนมื้อและเวลาให้อาหารได้หลากหลายรูปแบบ และสามารถหยุดอาหารเป็นระยะ ๆ ที่พอเหมาะได้ โดยกุ้งไม่ผอมหรือชะงักการเจริญเติมโตจึงสามารถกำให้กุ้งขาวช่วยบำบัดพื้นบ่อได้ทุกเมื่อต้องการ
6.4 หากดูแลพื้นบ่อระหว่างการเลี้ยงได้ดี (ไม่มีกลิ่นก๊าซไข่เน่าที่ผิวพื้นบ่อทั้งเขตเลน) จะช่วยให้กุ้งสามารถพักกินอาหารที่พื้นบ่อได้นาน ไม่เสียพลังงานล่องมากเกินไป จะช่วยให้โตเร็ว (สะสมอาหารเร็วและรอบลอกคราบเร็วตามกำหนด) อัตราแลกเนื้อดีกว่ากรณีพื้นเน่าเสีย ซึ่งตรงกับนิยามที่ว่า "ให้กุ้งกินมากกว่าส่อง (โตเร็วกว่า) อย่าให้ล่องมากกว่ากิน (โตช้ากว่า)"
6.5 เมื่อกุ้งโตขึ้นระดับหนึ่ง จะถึงระดับ "แน่นบ่อ" จึงส่งผลให้กุ้งเริ่มเครียดเนื่องจากความแออัด การใช้พลังงานในการล่อง , และดีดตัวจะมากขึ้น การกินอาหารจะลดลง สะสมสารอาหารช้าลง ช่วงลอกคราบจะนานขึ้น (กุ้งโตช้าลง หรือ เอ.ดี.จี ต่ำลง) หากดูแลพื้นบ่อไม่ดีพอ หรือ ตะกอนฟุ้งในน้ำ หรือ ออกซิเจนต่ำกว่าที่ควร จะส่งผลให้ถึง "จุดชน" กุ้งชะงักการโต เครียดจัด อ่อนแอ เสียหายได้ จึงต้องป้องกันโดยการปรับจำนวนกุ้งที่เลี้ยง แต่หากเลี้ยงมากแล้วง่ายที่สุดคือ แบ่งย้ายเป็น 2 บ่อ หรือแบ่งขายบางส่วนก่อนถึง "จุดชน"
6.6 ควรกำหนดปริมาณอาหารสูงสุดต่อมื้อ โดยดูประวัติการผลิตรอบก่อนควบคู่การตรวจเช็คการกินอาหารจริง ๆ ของกุ้ง (ทอดแหเช็คไซซ์ประเมินอัตรารอดและเทียบตารางการกินอาหาร) ซึ่งจะช่วยให้ได้ข้อมูลสำหรับคุมอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น (ป้องกันพลาดได้ดีขึ้น)

หมายเหตุ ข้อมูลประกอบ
1 เปรียบเทียบการให้อาหาร แบบวันละ 2,3 และ 4 มื้อ ถ้าเลี้ยงไม่พลาดจะโตเท่ากัน (ทดลอง รุ่นละ 3 บ่อ 2 รุ่น)
2 กุ้งที่เลี้ยงพลาดเพราะอาหารเกินและพื้นเริ่มไม่ดี เมื่อหยุดอาหาร 1 - 3 วัน ปรากฏว่า ทุกอย่างกลับมาดีขึ้นชัดเจน (ทดลองหลายบ่อ ในช่วง 2 ปี) และส่วนใหญ่การโตจะดีขึ้นด้วยหรืออย่างน้อยสามารถโตได้ต่อเนื่องหรือไม่ชะงัก

3 การให้อาหารน้อยสุดโดยกุ้งยังเจริญเติบโตเป็นปกติได้ จะช่วยให้สภาพแวดล้อมดีอยู่เสมอ ค่าใช้จ่ายตีน้ำเติมออกซิเจนและค่าวัสดุปรับสภาพน้ำต่ำลง กุ้งโตสม่ำเสมอ เลี้ยงได้ไซซ์ใหญ่กว่า หรือให้ผลผลิตขั้นสุดท้ายมากกว่า ปรากฏว่า ต้นทุนต่ำกว่าที่เลี้ยง "แบบอัดอาหาร"ประมาณ 10 - 20 % หรือ กก.ละ 15 - 30 บาท (ตามขนาดกุ้งขาย)
4 กุ้งขาวที่เราเลี้ยงพลาด กุ้งเครียดจัด หรือ ไม่ได้อาหารหรือให้อาหารน้อยจนไม่โตหรือโตช้า กุ้งจะผอมเพรียวแต่ไม่อ่อนแอ เมื่อปรับแก้ให้ฟื้นสภาพดี หรือปรับให้อาหารรอบใหม่ กุ้งจะกลับมาโตต่อเนื่องเป็นปกติได้ (แต่ไม่ควรเป็นกุ้งเสียหายเพราะป่วย)
5 หลายฟาร์มที่กำหนดปริมาณอาหารต่อมื้อแล้วเลี้ยงได้ผล ได้ใช้สูตรที่สอดคล้องกัน คือ ถ้ากุ้งที่ปล่อยต่อ 1 แสนตัว และอัตรารอด 20 วันแรกปกติ
(80 % ขึ้นไป) จะล๊อคอาหารสูงสุดโดยประมาณ ดังนี้ 20 วัน - 2.5 กก. , 30 วัน - 3.5 กก. , 40 วัน 5 กก. , 50 วัน 7.5 กก. , 60 วัน 8.5 กก. และไซซ์กุ้งประมาณ 100 ตัว / กก. และหลังจากนั้นล๊อคไว้ที่
10 กก./มื้อ โดยมื้ออาหารทั่วไปตามสูตรนี้ คือ 3 - 4 มื้อ / วัน (3 มื้อ ให้ปกติทุกมื้อ , 4 มื้อ ลดมื้อสุดท้ายเหลือ 50 %)
6 กุ้งขาว แลนนาไม สามารถเลี้ยงไปได้เรื่อย ๆ จนแก่ (ไม่กุ้งแก่ ก็คนเลี้ยงแก่) ดังนั้น หากจัดการเลี้ยงได้ดีและพอเหมาะอยู่เสมอ กุ้งจะไม่บังคับให้เราต้องขาย ยกเว้นโตช้าลงค่าใช้จ่ายสูงขึ้นจะไม่คุ้ม หรือเจ้าของฟาร์มและคนเลี้ยงเครียดมากขึ้นจนสู้ไม่ไหวเท่านั้น (ข้อนี้ เพื่อแจ้งแก่ทุกท่านว่าไม่ควรตกใจแห่ขายกุ้งจนเกิดวิกฤติราคา)

เนื้อหาจากหนังสือพิมพ์ กุ้งไทยฉบับพิเศษ ฉบับที่ 79
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster