ขอต้อนรับสู่ www.shrimpcenter.com ครับ.

โรคปลาที่พบได้บ่อยในไทย

โรคตัวด่าง
อาการ แผลด่างขาวตามลำตัว ถ้าเกิดโรคระยะเวลานานแผลด่างจะกลายเป็นแผลลึกได้ ปลาที่พบว่าเป็นโรคนี้ คือ ปลาดุก ปลาช่อน ปลาบู่ และปลาสวยงาม
สาเหตุของโรค เชื้อแบคทีเรีย
การป้องกันและรักษา
1. แช่ปลาในยาเหลือง อัตราส่วน 2 มิลลิกรัมต่อน้ำ 5 ลิตร นานประมาณ 30 นาที
2. ในขณะขนส่งลำเลียงปลา ควรใส่เกลือเม็ดลงในน้ำที่ใช้สำหรับการขนปลาในปริมาณ 1 ช้อนชาต่อน้ำ 1 ลิตร
3. ควรปรับอุณหภูมิของน้ำในถุงให้เท่ากับน้ำในบ่อก่อน
4. ใช้ด่างทับทิม จำนวน 1-3 กรัมต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่นาน 24 ชม.
5. ใช้ฟอร์มาลีน จำนวน 40-50 ซีซีต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่นาน 24 ชม.


โรคแผลตามลำตัว
อาการ
ระยะเริ่มแรกทำให้ปลาที่มีเกล็ดเกล็ดหลุดออก ส่วนบริเวณรอบๆเกล็ดที่หลุดออกนั้นจะตั้งขึ้น ถ้าเป็นปลาไม่มีเกล็ดบริเวณนั้นจะบวมขึ้นและมีสีแดง ต่อมาผิวหนังจะเริ่มเปื่อยเป็นแผลลึกจนเห็นกล้ามเนื้อ โดยแผลที่เกิดจะกระจายทั่วตัว และเป็นสาเหตุให้ปลาติดโรคเชื้อราต่อ ปลาที่พบได้แก่ ปลาดุก ปลาบู่ ปลาช่อน
การป้องกันและรักษา
1. ใช้ยาปฏิชีวนะจำพวกไนโตรฟูราโซน ในอัตราส่วน 1-2 มิลลิกรัมต่อน้ำ 1 ลิตร แช่นาน 2-3 วัน
2. แช่ปลาที่เป็นโรคในสารละลายออกซีเตตร้าซัยคลิน หรือเตตร้าซัยคลินในอัตราส่วน 10-20 มิลลิกรัมต่อน้ำ 1 ลิตร นาน 1-2 วัน ติดต่อกัน 3-4 ครั้ง
3. การฆ่าเชื้อในบ่อเลี้ยง ใช้ปูนขาวในอัตรา 50-60 กิโลกรัม/ไร่


โรคจุดขาว

อาการ
มีจุดกลมขาวเล็กๆ ตามลำตัว สามารถสังเกตเห็นได้ชัดที่ครีบ ควงสว่านเป็นครั้งคราว บางครั้งปลาจะเอาตัวถูกับกระชัง พลิกตัวไปมาในปลาขนาดเล็ก หากทิ้งไว้ระยะหนึ่งอาการจะเปลี่ยน คือ ลำตัวจะคล้ำลงเริ่มมีอุจจาระยาวติดรูทวารหนัก ไม่กินอาหาร ชอบมารวมกลุ่มที่ผิวน้ำ หายใจหอบและตายในที่สุด พบได้ทั้งในปลากะพงขาวและปลากะรัง
สาเหตุของโรค
เกิดจากซิลิเอตโปรโตซัว (Cilicate protozoa) ในสกุลคริบโตแครีออน (Cryptocaryon sp.) เข้ามาเกาะตามภาชนะที่ใช้อนุบาลหรือเลี้ยง หรือตามวัตถุในแหล่งน้ำ เมื่อสภาวะแวดล้อมเหมาะสม เช่น อากาศเย็นที่จะแตกตัวออกมาว่ายน้ำเข้ามาเกาะปลาบริเวณผิวตัวและเหงือก ทำให้เซลล์บุผิวของผิวตัวและเหงือกเพิ่มจำนวนหนาขึ้นมาก เกิดความผิดปกติจนเหงือกแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้น้อยลง ปลาตายได้
การรักษา
แช่ในน้ำยามาลาไคท์กรีน เข้มข้น 0.1 - 0.15 ส่วนในล้านส่วน ผสมกับฟอร์มาลีนเข้มข้น 25 ส่วนในล้านส่วน แช่นาน 2-3 วัน โดยเปลี่ยนน้ำและยาพร้อมกับเปลี่ยนภาชนะที่เลี้ยงปลาด้วยทุกวัน และควรรีบรักษาเมื่อปลาเริ่มเป็นโรค
การป้องกัน
ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อกระชัง สวิง และอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้อย่างสม่ำเสมอ และในช่วงที่อากาศเย็น ๆ แม้ปลาไม่เป็นโรคก็ควรแช่ยาสัปดาห์ละครั้ง และเลี้ยงปลาด้วยอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนอยู่ตลอดเวลา จะช่วยให้ปลาแข็งแรงต้านทานโรคอีกทางหนึ่ง


โรคปลิงใส
อาการ
สีลำตัวจะคล้ำลง อ้ากระพุ้งแก้มที่ผิวน้ำ เมื่อเปิดดูเหงือกจะเห็นขีดขาวเล็กๆ ติดอยู่และหากมีปรสิตเกาะอยู่มากๆ จะมองเห็นเหงือกมีสภาพแดงช้ำเป็นช่วงๆ ปลากินอาหารน้อยลงกว่าปกติ และมีอัตราการตายสูงถึง 40 % พบทั้งในปลากะพงขาวและปลากะรัง
สาเหตุของโรค
เกิดจากปรสิตพวกตัวแบน หรือที่เรียกว่า ปลิงใส จัดอยู่ในกลุ่ม monogenetic trematode เข้าไปเกาะตามตัวและเหงือก
การรักษา
1. แช่ในน้ำยาดิพเทอร์เร็กซ์เข้มข้น 0.25 - 0.5 ส่วนในล้านส่วน นาน 2-3 วัน โดยเปลี่ยนน้ำและยาทุกวัน
2. แช่ในฟอร์มาลีนเข้มข้น 250 ส่วนในล้านส่วน นาน 30 นาที วันละครั้งติดต่อกัน 3 วัน หรือจนกระทั่งหาย เมื่อเริ่มมีอาการต้องรีบรักษาหากทิ้งไว้นานเมื่อปรสิตขยายพันธุ์จะมีผลทำให้อัตรการตายสูงมาก แม้จะเป็นปลาขนาดโตถึง 12 นิ้วก็ตายได้
การป้องกัน
เมื่อนำปลาใหม่จากที่อื่นมาเลี้ยง ควรสุ่มปลาตรวจก่อนลงเลี้ยง หากพบปลิงใสเพียงเล็กน้อยควรกำจัดด้วยน้ำยาฟอร์มาลีนเข้มข้น 250 ส่วนในล้านส่วน นาน 30 นาที ก่อนปล่อยลงเลี้ยงรวมกับปลาอื่น


โรคเห็บระฆัง
อาการ
สีลำตัวจะคล้ำลง ครีบหลังหรือครีบหางจะขาดลุ่ย เหงือกอาจซีดและช้ำ พบทั้งในปลากะพงขาวและปลากะรัง
สาเหตุของโรค
เกิดจากซีลีเอค โปรโตซัว ในสกุล ทริคอดิน่า (trichodina sp.) ซึ่งเรียกกัน ทั่วไปว่าเห็บระฆัง โปรโตซัวนี้เพิ่มจำนวนได้ดีในแหล่งน้ำที่ถ่ายเทน้ำไม่ดี หรือแหล่งน้ำที่สกปรกจากการให้อาหารมากเกินไป อาหารที่เหลือจะเป็นของเสียที่ตกตะกอนสะสมอยู่ที่พื้นดินจะเป็นที่อยู่อาศัยของปรสิตพวกนี้ สภาพแวดล้อมที่ไม่ดีจะทำให้ปลาอ่อนแอปรสิตจะเข้าไปเกาะทำลายปลาทันที
การรักษา
แช่ในฟอร์มาลีนเข้มข้น 250 ส่วนในล้านส่วน นาน 30 นาที เพียงครั้งเดียว
การป้องกัน
หมั่นทำความสะอาดกระชังเลี้ยง โดยการเปลี่ยนบ่อยๆ (2 เดือนครั้งเป็นอย่างน้อย) ฆ่าเชื้อโรคที่กระชังโดยการแช่ในน้ำยาคลอรีนเข้มข้น 30 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร นาน 2 คืน แล้วนำไปตากให้แห้ง


โรคเห็บปลา
อาการ
ระยะแรกปลาจะพลิกตัวเพื่อถูกับกระชังบ่อย หากสังเกตดีๆ จะมองเห็น เห็บปลาตัวใสๆ เกาะอยู่ตามลำตัว ระยะต่อมาจะเห็นครีบช้ำบางครั้งเกล็ดช้ำตกเลือกตามซอกเกล็ดและในที่สุดมีแผลเกิดขึ้นตามลำตัวและตาย
สาเหตุของโรค
เกิดจากปรสิตในสกุล Caligus sp. ไปเกาะที่ใต้เกล็ดดูดเลือดปลา และทำให้เกิดแผลขึ้น
การป้องกัน
1. ควรสุ่มปลามาตรวจ หากพบว่ามีปรสิตตัวนี้อยู่แม้เพียงเล็กน้อย ต้องกำจัดให้หมดก่อนปล่อยลงแหล่งเลี้ยง
2. พยายามดูแลปลาให้แข็งแรงจะมีภูมิต้านทานไม่ติดเชื้อได้ง่าย


โรคแฟลกซิแบคเตอร์ (Flexibacteriosis)
อาการ
อาการของโรคในปลากะพงขาวที่เลี้ยงในน้ำจืด จะมีแผลเล็กๆ ตามตัวหางกุด มีตะกอนสีเหลืองบริเวณแผลเหล่านี้คล้ายโรคเหงือกเปื่อย แต่มีลักษณะที่แตกต่างออกไป คือ ปลาจะมีเกล็ด สำหรับอาการในปลากะรังซึ่งอยู่ในน้ำเค็ม มีเกล็ดหลุดเป็นแถบๆ มองดูเหมือนแผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก
สาเหตุของโรค
เกิดจากแบคทีเรียในสกุลแฟลกซิแบค (Flexibaeter columnaris และ F.maritimus) เข้าทำลายปลาที่เกิดแผลถลอกหลังจากคัดแยก
การรักษา
ผสมยาออกซิเตตรา ไซคลินให้ปลากิน ในอัตราส่วน 150-200 มิลลิกรัม อาหาร 1 กิโลกรัม พร้อมกับแช่ด่างทับทิบเข้มข้ม 2 ppm นาน 30 นาที วันละครั้ง ติดต่อกัน 3 วัน
การป้องกัน
ต้องคัดปลาอย่างระมัดระวังไม่ให้เกล็ดหลุด หรือผิวหนังถลอก โดยเฉพาะในฤดูร้อน ควรคัดแยกปลาเฉพาะช่วงเช้าหรือเย็นเท่านั้น เพื่อลดความเครียดให้ปลา

โรคสเตรปโตคอคัส (Streptococcus disease)
อาการ
ว่ายน้ำเฉื่อยมาก ตาโปนขาวและมีแผลนูนช้ำบริเวณโคนครีบหลัง เมื่อผ่าท้องดูจะเห็นตับช้ำเล็กน้อยม้ามและไตบวม
สาเหตุของโรค
เกิดจากแบคทีเรียในสกุลสเตปโตคอคัส (Streptocoecus sp.) เข้าไปทำลายอวัยวะภายใน โดยติดเชื้อทั้งจากอาหารจากการนำปลาเป็นโรคเข้าฟาร์ม
การรักษา
ใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น ออกซิเตตราไซคลิน ผสมอาหารในอัตราส่วนยา 150 มิลลิกรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม ให้กินติดต่อกัน 5 วัน
การป้องกัน
ให้ปลากินอาหารที่สดอยู่เสมอ ไม่ควรนำปลาเป็นโรคมาเลี้ยงปนกับปลาที่ไม่เป็นโรค ควรผ่านการตรวจและรักษาให้หายเสียก่อน


โรคหูดปลา
อาการ
มีตุ่มเล็กๆ ใสคล้ายเม็ดสาคูจับกันเป็นก้อน ติดอยู่ตามครีบ และครีบหาง พบเฉพาะในปลากะพงขาว
สาเหตุของโรค
เกิดจากไวรัสพวก ลิมโฟซิสติส (lymphocystis) เข้าไปทำให้เซลล์ผิวหนังขยายตัวอย่างผิดปกติ
การรักษา
ไม่ต้องใช้ยา เพียงแต่อย่าไปรบกวนให้ปลาช้ำเท่านั้น อาการของโรคจะหายไปเองภายใน 2 - 3 เดือน
การป้องกัน
อย่านำปลาเป็นโรคมาเลี้ยงรวมกับปลาปกติ พร้อมกับดูแลสุขภาพปลาให้แข็งแรงอยู่เสมอ

โรคระบบประสาทตาและสมองตาย
อาการ
เริ่มต้นด้วยการลอยตัวขึ้นมาที่ผิวน้ำเป็นครั้งคราว โดยว่ายน้ำขึ้นมาหมุนตัวควงสว่าน แล้วจมลงไปอีก อาการเช่นนี้ เป็นอยู่นานประมาณ 2-3 วัน ก็จะลอยตัวอยู่ที่ผิวน้ำอย่างถาวร และเปลี่ยนเป็นอาการตัวงอ ท้องบวมมากกว่าปกติ ในปลาวัยอ่อนและวัยรุ่นจะตาย 90-100% ภายใน 1-2 วัน หลังจากแสดงอาการ แต่ในปลาขนาดโตกว่านั้นจะตายช้าอาจใช้เวลานาน 7-30 วัน
สาเหตุของโรค
เกิดจาก 90-100 เชื้อไวรัสในกลุ่ม Nodavirus เข้าไปทำลายระบบประสาทสมอง และตา
การรักษา
ยังไม่มียาและสารเคมีที่ใช้ในการรักษา
การป้องกัน
ในช่วงอนุบาลลูกปลาวัยอ่อนมาอนุบาลเป็นปลาวัยรุ่น ให้ใช้ลูกปลาที่เกิดจากไข่รุ่นแรกของแม่ปลาเท่านั้น หลีกเลี่ยงการใช้ลูกปลาจากไข่ที่ฟักรุ่นหลังๆ จะช่วยลดการเกิดโรคนี้ในโรงเพาะฟักได้มาก


โรคอิริโดไวรัส (Iridorirus disease)
อาการ
อ่อนเพลีย ลำตัวซีด ไม่กินอาหาร ตายอย่างเฉียบพลัน ภายใน 2 - 3 วัน หลังจากแสดงอาการ
สาเหตุของโรค
เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม iridovirus เข้าไปทำลายอวัยวะสร้างเลือด ซึ่งมีอยู่ในไต และม้าม
การรักษา
ยังไม่มียาและสารเคมีในการรักษา
การป้องกัน
ควรหลีกเลี่ยงการคัดแยกหรือขนย้ายปลาในฤดูแล้ง และควรพิถีพิถันในการจับปลา เมื่อย้ายบ่อหรือกระชัง

ขอขอบคุณเนื้อหาหลักได้จากพี่ๆกรมประมง
นำเสนอขึ้นสู่เวบไซต์ โดย www.shrimpcenter.com
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล webmaster